ฉันคือ “คุณหญิงดารารัตน์” ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้งเครือบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ด้วยมูลค่าทรัพย์สินและมรดกที่ประเมินค่าได้กว่าห้าหมื่นล้านบาท ชีวิตของฉันรายล้อมไปด้วยผู้คนที่คอยเอาอกเอาใจ โดยเฉพาะลูกสะใภ้ทั้งสองคนของฉัน “รสสุคนธ์” สะใภ้ใหญ่ผู้มาจากตระกูลผู้ดีเก่า และ “เกวลิน” สะใภ้รองอดีตดาราหน้าหวาน ทั้งคู่แสดงออกเสมอว่าเป็นลูกสะใภ้ที่แสนดี กตัญญู และรักฉันประดุจแม่แท้ๆ
แต่แล้ว… โชคชะตาก็เล่นตลก ฉันประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์อย่างรุนแรง ศีรษะกระแทกจนสูญเสียการมองเห็น แพทย์วินิจฉัยว่าฉันอาจจะต้องตาบอดไปตลอดชีวิต
ในสัปดาห์แรกที่โรงพยาบาล โลกของฉันมืดมิด ฉันได้ยินเสียงสะอื้นไห้ของลูกสะใภ้ทั้งสองที่ข้างเตียง พวกเธอพร่ำบอกว่าจะดูแลฉันอย่างดีที่สุด จะเป็นดวงตาให้กับฉันไปตลอดชีวิต ฉันเกือบจะซาบซึ้งใจ… จนกระทั่งปาฏิหาริย์เกิดขึ้นในคืนหนึ่ง
เส้นประสาทตาของฉันฟื้นฟูเร็วกว่าปกติ ฉันลืมตาขึ้นมาในตอนเช้าและพบว่า ฉันกลับมามองเห็นได้อย่างชัดเจนร้อยเปอร์เซ็นต์
ฉันกำลังจะกดออดเรียกพยาบาลเพื่อแจ้งข่าวดี แต่แล้วความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว… ทรัพย์สินหมื่นล้านของฉันกำลังจะถูกส่งมอบให้ใคร? คนพวกนี้รักฉันที่ตัวฉัน หรือรักที่กองเงินกองทอง? วินาทีนั้น ฉันตัดสินใจสวมแว่นตาดำ และ “แกล้งทำเป็นตาบอดต่อไป” เพื่อทดสอบสันดานที่แท้จริงของผู้หญิงที่จะมารับช่วงต่ออาณาจักรของฉัน
ปีศาจในคราบเทวดา
เมื่อฉันย้ายกลับมาพักฟื้นที่คฤหาสน์ ลูกชายทั้งสองของฉันต้องบินไปดูงานที่ยุโรปเป็นเวลาสามเดือน หน้าที่ดูแลฉันจึงตกเป็นของรสสุคนธ์และเกวลินอย่างเต็มตัว และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่นรกบนดินได้เปิดฉากขึ้น
พวกเธอคิดว่าฉันตาบอดสนิท คิดว่าฉันไม่เห็นสิ่งที่พวกเธอทำ
วันหนึ่งขณะที่ถึงเวลาอาหารกลางวัน รสสุคนธ์เดินเข้ามาในห้องนอนของฉันแทนที่จะเป็นแม่บ้าน เธอไม่ได้ถือถาดอาหารบำรุงสุขภาพอย่างที่ควรจะเป็น แต่เธอกลับเดินถือถุงพลาสติกก๊อบแก๊บมาหยุดอยู่ตรงหน้าฉัน
“คุณแม่คะ ทานข้าวค่ะ” รสสุคนธ์พูดด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อย แต่สิ่งที่เธอหยิบยัดใส่มือฉัน คือ “ลูกอมรสมินต์ราคาถูกๆ” ที่เริ่มละลายและเหนียวติดมือ
“นี่อะไรน่ะรสสุคนธ์? ทำไมมันแข็งๆ?” ฉันแกล้งถามพร้อมกับคลำไปมา
ฉันลืมตาภายใต้แว่นกันแดดสีดำ มองเห็นรสสุคนธ์กำลังยืนกอดอก เหยียดยิ้มด้วยความสมเพช “อาหารเสริมนำเข้าจากสวิสไงคะคุณแม่ เคี้ยวๆ กลืนๆ เข้าไปเถอะค่ะ คนแก่ตาบอดลิ้นจระเข้อย่างคุณแม่ ทานอะไรก็เหมือนกันแหละค่ะ อย่าทำตัวเป็นภาระให้มันมากนักเลย”
ฉันกำลูกอมเม็ดนั้นไว้แน่น กล้ำกลืนความเจ็บปวดลงคอ
ส่วนเกวลิน สะใภ้รองหน้าหวานของฉันก็ร้ายกาจไม่แพ้กัน บ่ายวันหนึ่ง เธอเดินเข้ามาในห้องของฉันขณะที่ฉันกำลังนั่งฟังวิทยุ เธอไม่ได้พูดอะไรเลย แต่ฉันมองเห็นผ่านเลนส์สีดำว่า เธอกำลังเปิดลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้งของฉัน ค้นกล่องเครื่องเพชรอย่างถือวิสาสะ
เธอหยิบ ‘สร้อยคอเพชรบลูแซฟไฟร์’ มูลค่าร้อยล้าน ซึ่งเป็นสมบัติชิ้นโปรดของฉันขึ้นมาทาบที่คอตัวเอง ก่อนจะเดินมาที่ตัวฉัน และค่อยๆ ดึง ‘แหวนทับทิมล้อมเพชร’ ออกจากนิ้วนางของฉันไปหน้าตาเฉย!
“โอ๊ย! ใครน่ะ! ทำอะไรแหวนแม่?” ฉันแกล้งโวยวายและไขว่คว้าไปในอากาศ
“หนูเองค่ะคุณแม่ เกวลินไงคะ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงไร้ความรู้สึก “แหวนวงนี้มันหลวมแล้ว หนูเอาไปเก็บให้ดีกว่านะคะ… อ้อ คุณแม่ตาบอดแล้ว จะใส่เครื่องเพชรไปให้ใครดูอีกล่ะคะ นอนเฉยๆ รอวันตายไปเถอะค่ะ สมบัติพวกนี้เดี๋ยวหนูกับพี่รสสุคนธ์จะช่วยกันใช้ให้คุ้มค่าเอง”
ตลอดสามเดือน ฉันต้องทนกินลูกอมและอาหารเหลือทิ้ง ทนดูพวกเธอสวมใส่เครื่องเพชรของฉันเดินกรีดกรายไปมาในบ้าน ทนฟังพวกเธอนินทาและแช่งชิงให้ฉันรีบๆ ตายไปซะ
พวกเธอคือปีศาจที่ไร้หัวใจ แต่หารู้ไม่ว่า… ปีศาจที่แท้จริง กำลังรอเวลาเชือดพวกเธออย่างเลือดเย็นที่สุด
วันเปิดพินัยกรรม: ลมหายใจที่สะดุด
สามเดือนผ่านไป ลูกชายของฉันกลับมาจากต่างประเทศ ฉันแอบติดต่อทนายความส่วนตัวและสั่งให้จัดการประชุมครอบครัวด่วน โดยประกาศว่าฉันจะทำการ “เปิดพินัยกรรมและแจกจ่ายมรดกหมื่นล้านทั้งหมดในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่”
ข่าวนี้ทำให้ลูกสะใภ้ทั้งสองเนื้อเต้น ห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์ถูกจัดเตรียมอย่างหรูหรา รสสุคนธ์และเกวลินแต่งตัวจัดเต็ม รสสุคนธ์สวมสร้อยคอเพชรบลูแซฟไฟร์ของฉัน ส่วนเกวลินสวมแหวนทับทิมวงนั้นและกำไลเพชรของฉันเต็มแขน พวกเธอเดินเข้ามาประคองฉันที่นั่งอยู่บนวีลแชร์ด้วยท่าทีที่แสนจะกตัญญู ทำทีเป็นร้องไห้ซับน้ำตาต่อหน้าลูกชายของฉัน
“คุณแม่ไม่ต้องห่วงนะคะ ไม่ว่าคุณแม่จะตาบอดหรือเป็นยังไง พวกเราจะดูแลคุณแม่ไปจนลมหายใจสุดท้ายเลยค่ะ” รสสุคนธ์สะอื้นไห้จอมปลอม
ทนายความกระะแอมในลำคอ และเริ่มเปิดแฟ้มพินัยกรรม
“ตามเจตนารมณ์ของคุณหญิงดารารัตน์ ทรัพย์สินทั้งหมดมูลค่าห้าหมื่นล้านบาท จะถูกโอนกรรมสิทธิ์ในวันนี้ โดยผู้รับผลประโยชน์ได้แก่…” ทนายความหยุดอ่านและหันมามองหน้าฉัน
บรรยากาศในห้องเงียบกริบ รสสุคนธ์และเกวลินยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ พวกเธอเตรียมตัวรับมรดกที่รอคอยมาแสนนาน
ในวินาทีนั้นเอง ฉันค่อยๆ ยกมือขึ้น… และถอดแว่นตาดำที่บดบังดวงตาของฉันออก
ฉันไม่ได้เหม่อลอย ดวงตาของฉันเฉียบคมและจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของรสสุคนธ์ ก่อนจะเลื่อนไปมองที่เกวลิน
“สร้อยคอเพชรบลูแซฟไฟร์เส้นนั้น… มันไม่ค่อยเข้ากับสีผิวที่หยาบกร้านของเธอเลยนะ รสสุคนธ์” ฉันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่ดังกังวานไปทั่วห้อง
รสสุคนธ์หน้าซีดเผือด รอยยิ้มค้างเติ่งอยู่บนใบหน้า
ฉันหันไปหาเกวลิน “และแหวนทับทิมที่นิ้วนางข้างขวาของเธอ… ถอดมันคืนมาให้ฉันเดี๋ยวนี้ เกวลิน ก่อนที่ฉันจะให้ตำรวจมาตัดนิ้วเธอทิ้งข้อหาลักทรัพย์!”
คำพูดของฉันเปรียบเสมือนฟ้าผ่าลงกลางคฤหาสน์ ลูกชายทั้งสองของฉันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ส่วนลูกสะใภ้ทั้งสองคน… พวกเธอช็อกจนแทบหยุดหายใจ ขาทั้งสองข้างของพวกเธออ่อนแรงจนทรุดลงไปกองกับพื้นหินอ่อน
“ค-คุณแม่… คุณแม่มองเห็น?!” เกวลินละล่ำละลัก เสียงสั่นเครือราวกับเห็นผี
“ใช่! ฉันมองเห็น!” ฉันลุกขึ้นยืนจากวีลแชร์อย่างสง่างาม เดินตรงเข้าไปหาพวกเธอที่นั่งตัวสั่นอยู่บนพื้น “ฉันมองเห็นทุกอย่าง! เห็นพวกแกเอาลูกอมหมดอายุมาให้ฉันกินแทนข้าว! เห็นพวกแกขโมยเครื่องเพชรของฉันไปต่อหน้าต่อตา! เห็นสายตาที่พวกแกมองฉันเหมือนเศษขยะ!”
ฉันหันไปหาลูกชายทั้งสองที่กำลังช็อกสุดขีด “ตาเปิดแล้วใช่ไหมลูก! นี่คือสันดานของผู้หญิงที่พวกแกเลือกมาเป็นเมีย! พวกมันไม่ได้รักฉัน พวกมันรักแค่สมบัติ!”
“คุณแม่คะ! หนูอธิบายได้นะคะ มันเป็นความเข้าใจผิด!” รสสุคนธ์พยายามจะคลานเข้ามากอดขาฉัน แต่ฉันสะบัดออกอย่างแรง
ฉันหันไปพยักหน้าให้ทนายความ ทนายความจึงอ่านพินัยกรรมต่อด้วยเสียงอันดัง
“ทรัพย์สินทั้งหมดของคุณหญิงดารารัตน์ จะถูกบริจาคเข้ามูลนิธิการกุศลและกองทุนเพื่อคนตาบอดร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยลูกชายทั้งสองจะได้รับเพียงเงินเดือนจากการทำงานในบริษัทเท่านั้น และ… จะไม่มีทรัพย์สินแม้แต่แดงเดียวตกถึงมือของนางรสสุคนธ์ และนางเกวลิน ตลอดกาล!”
“ไม่นะ!!!” ทั้งสองคนกรีดร้องออกมาพร้อมกัน เสียงของพวกเธอเต็มไปด้วยความพินาศและสิ้นหวังอย่างที่สุด อาณาจักรที่พวกเธอวาดฝันไว้ แตกสลายกลายเป็นผุยผงภายในพริบตา
“ถอดเครื่องเพชรของฉันคืนมาให้หมด แล้วไสหัวออกไปจากคฤหาสน์ของฉันเดี๋ยวนี้!” ฉันตวาดลั่น พร้อมกับบอดี้การ์ดร่างยักษ์สี่คนที่เดินเข้ามาหิ้วปีกพวกเธอออกไป ท่ามกลางเสียงร้องไห้ฟูมฟายและคำสาปแช่งของลูกชายฉันที่ประกาศจะฟ้องหย่าพวกเธอทันที
ฉันสวมแว่นตาดำกลับเข้าไปอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะฉันตาบอด… แต่เพราะฉันไม่อยากใช้สายตาของฉันมองดูความน่าสมเพชของปีศาจที่ถูกกระชากหน้ากากจนหมดสิ้นอีกต่อไป
บทเรียนครั้งนี้ทำให้พวกเธอได้รู้ว่า… บางครั้ง คนที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่คนที่มองเห็นทุกอย่าง แต่คือคนที่ “แกล้งทำเป็นมองไม่เห็น” ต่างหาก.