รอยถ่มน้ำลายแห่งความเกลียดชัง: เมื่อครอบครัวที่ฉันยอมสละชีวิตปกป้อง เหยียบย่ำฉันจนจมดิน ก่อนที่ความลับทั้งหมดจะถูกเปิดเผยและพลิกชะตาชีวิตพวกเขาสู่ขุมนรก

บทที่ 1: เศษขยะของครอบครัว

น้ำลายของแม่พ่นใส่หน้าฉันอย่างแรงพร้อมกับฝ่ามือที่ฟาดลงมาสุดแรงเกิด ฉันเซถลาจนแผ่นหลังไปกระแทกกับกำแพงทางเดินของโรงพยาบาล รสชาติเค็มปร่าของเลือดและน้ำตาคละคลุ้งในปากทันที

ก่อนที่ฉันจะทันได้ตั้งหลักหรือเงยหน้าขึ้นมอง “รินทร์” พี่สะใภ้ของฉันก็ก้าวออกมาจากมุมห้อง เธอมองกดต่ำลงมาด้วยแววตาเหยียดหยาม ก่อนจะถ่มน้ำลายรดลงบนพื้นแทบเท้าฉัน ราวกับว่าฉันเป็นสิ่งปฏิกูลที่น่าสะอิดสะเอียนที่สุดที่เธออยากจะลบออกไปให้พ้นจากสายตา

“แกมันเนรคุณ! นังลูกไม่รักดี!” เสียงของแม่แผดลั่นไปทั่วทางเดิน หน้าของท่านแดงก่ำด้วยความโกรธแค้น “พี่ชายแกกำลังจะติดคุกเพราะแกไม่ยอมเซ็นค้ำประกันหนี้ให้! แกจะปล่อยให้หลานแกไม่มีพ่อหรือไง! แกมันไม่ใช่ลูกฉัน ฉันน่าจะบีบคอแกให้ตายตั้งแต่เกิด!”

รินทร์ พี่สะใภ้ของฉันกอดอกและแสยะยิ้ม “ก็แค่ให้เอาชื่อบริษัทที่แกทำงานอยู่มาค้ำประกัน แค่นี้ก็ทำไม่ได้ เลือดเย็นจริงๆ เลยนะ พ่อแม่เลี้ยงแกมาเสียข้าวสุกจริงๆ ตอนนี้พี่เอกกำลังเดือดร้อน แกกลับยืนมองตาใส ไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย!”

ฉันยืนนิ่ง ปล่อยให้ความเจ็บปวดจากแรงตบชาหนึบอยู่ที่ซีกหน้าซ้าย ฉันยกหลังมือขึ้นเช็ดคราบน้ำลายและหยดเลือดที่มุมปากอย่างเชื่องช้า

สิบปีเต็ม… สิบปีเต็มที่ฉันทำงานงกๆ เป็นวัวเป็นควาย ส่งเงินทุกบาททุกสตางค์กลับมาจุนเจือครอบครัวนี้ ฉันยอมอดมื้อกินมื้อเพื่อให้ “เอก” พี่ชายสุดที่รักของแม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยเอกชนแพงๆ ยอมกู้หนี้ยืมสินเพื่อมาจัดงานแต่งงานที่หรูหราให้เขาและรินทร์

แต่สิ่งที่พวกเขาตอบแทนฉันในวันนี้ คือการตราหน้าว่าฉันเป็นคนเนรคุณ เพียงเพราะฉันปฏิเสธที่จะเอาบริษัทที่ฉันสร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรงไปค้ำประกันหนี้พนันก้อนโตของเอก

บทที่ 2: ความอดทนที่สิ้นสุดลง

“ทำไมฉันต้องค้ำประกันหนี้พนัน 30 ล้านให้พี่เอกด้วยคะ?” ฉันถามกลับด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบจนน่ากลัว ไม่มีเสียงสะอื้น ไม่มีความหวาดกลัวอีกต่อไป

แม่เบิกตากว้าง ปรี่เข้ามาจะตบฉันอีกรอบ “หุบปาก! พี่แกไม่ได้เล่นพนัน! เขาแค่ลงทุนพลาด! แกเป็นน้อง แกต้องช่วยพี่สิ! เงินแค่นี้แกหาใหม่ได้ แต่ชีวิตพี่แกกำลังจะพังทลายนะ!”

“ลงทุนพลาด?” ฉันแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะของฉันทำให้ทั้งแม่และรินทร์ชะงักไป “แม่คะ… ก่อนที่แม่จะด่าว่าฉันเนรคุณ แม่เคยถามลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของแม่ไหมว่า เงิน 10 ล้านที่ฉันโอนให้ไปเมื่อเดือนก่อนเพื่อเอาไปรักษาพ่อที่ป่วยหนัก… มันหายไปไหน?”

ห้องโถงทางเดินตกอยู่ในความเงียบงัน รินทร์หน้าซีดเผือดลงทันที

“ก-แกพูดเรื่องอะไร? เงินอะไร 10 ล้าน? พี่เอกบอกว่าแกไม่เคยส่งเงินมาช่วยค่ารักษาพ่อเลยสักบาท! เขาต้องไปกู้เงินนอกระบบมาจ่ายค่าหมอ!” รินทร์ตะกุกตะกัก

ฉันล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพาย หยิบซองเอกสารสีน้ำตาลที่เตรียมไว้ออกมา แล้วโยนมันลงบนพื้น ตรงจุดเดียวกับที่พี่สะใภ้เพิ่งถ่มน้ำลายใส่

“เปิดดูสิคะ” ฉันพูดด้วยสายตาที่เย็นชาที่สุดในชีวิต “ดูให้เต็มตา ว่าลูกชายและสามีที่แสนดีของพวกคุณ เอาเงินค่ารักษาพ่อไปทำอะไร”

บทที่ 3: ความจริงที่เปิดเผย

ด้วยความสงสัยและหวาดระแวง แม่สั่นมือเอื้อมไปหยิบซองเอกสารขึ้นมาเปิดดู ภาพถ่ายหลายสิบใบและสเตทเมนต์ธนาคารร่วงกราวลงบนพื้น

มันคือภาพของพี่เอกที่กำลังนั่งกอดผู้หญิงขายบริการอยู่ในคาสิโนวีไอพีที่มาเก๊า ภาพสลิปโอนเงินที่ระบุชัดเจนว่าเงิน 10 ล้านบาทที่ฉันโอนเข้าบัญชีพี่เอกเพื่อเป็นค่าผ่าตัดหัวใจของพ่อ ถูกโอนต่อไปยังบัญชีเว็บพนันออนไลน์จนหมดเกลี้ยงภายในคืนเดียว

และที่เลวร้ายไปกว่านั้น… มีเอกสารการโอนกรรมสิทธิ์บ้านที่พวกเขากำลังซุกหัวนอนอยู่ ซึ่งพี่เอกได้แอบเอาไปจำนองไว้กับแก๊งทวงหนี้นอกระบบ โดยมีรินทร์เป็นคนเซ็นพยาน!

“ม-ไม่จริง… เอกไม่มีทางทำแบบนี้…” แม่เข่าอ่อน ทรุดลงไปกองกับพื้น มือเหี่ยวย่นสั่นเทาขณะจับรูปถ่ายของลูกชายสุดที่รัก

ฉันเดินเข้าไปใกล้รินทร์ที่กำลังยืนตัวสั่นเป็นลูกนก “อ้อ… แล้วพี่สะใภ้คะ พี่รู้เรื่องจำนองบ้านดีนี่นา เพราะเงินส่วนหนึ่งที่ได้มา พี่ก็เอาไปซื้อกระเป๋าแอร์เมสใบละล้านที่พี่ถืออยู่นั่นไง พ่อต้องนอนรอความตายอยู่ในห้องรวม เพราะพวกคุณเอาเงินต่อชีวิตของท่านไปเสวยสุข!”

“นังแก้ว! แกใส่ร้ายพวกเรา!” รินทร์กรีดร้อง พยายามจะพุ่งเข้ามาทำร้ายฉัน

แต่ก่อนที่เธอจะเข้าถึงตัวฉัน ชายชุดดำสองคนก็ก้าวออกมาจากลิฟต์และเข้ามาขวางไว้ พร้อมกับชายวัยกลางคนในชุดสูทภูมิฐาน เขาคือทนายความส่วนตัวของฉันเอง

“สวัสดีครับคุณผู้หญิง” ทนายความเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ผมมาในนามของคุณแก้วทิพย์ ประธานกรรมการบริหารของ K-Corporation… หรือก็คือลูกสาวที่คุณเพิ่งทำร้ายร่างกายไปเมื่อครู่”

บทที่ 4: การเอาคืนที่เยือกเย็น

แม่เบิกตากว้างจนแทบถลน “ป-ประธานบริษัท? แก้ว… แกเป็นแค่พนักงานออฟฟิศไม่ใช่เหรอ?”

“ฉันเป็นเจ้าของบริษัทที่พี่เอกพยายามบังคับให้ฉันเอาไปค้ำประกันหนี้ให้เขาค่ะแม่” ฉันตอบ “และฉันก็เป็นเจ้าของหนี้ 30 ล้านที่พี่เอกไปกู้มาด้วย ฉันกว้านซื้อหนี้ทั้งหมดของเขามาแล้ว”

รินทร์แทบหยุดหายใจ กระเป๋าแบรนด์เนมร่วงหลุดจากมือ “หมายความว่ายังไง…”

“หมายความว่า… นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ฉันคือเจ้าหนี้ของพวกคุณ” ฉันก้มลงมองแม่และพี่สะใภ้ที่ตอนนี้สภาพไม่ต่างจากสุนัขจนตรอก “ทนายคะ จัดการตามที่ตกลงกันไว้”

“ครับท่านประธาน” ทนายความเปิดแฟ้มเอกสาร “เนื่องจากนายเอกพลได้ทำการฉ้อโกงเงินสิบล้านบาท และปลอมแปลงเอกสารจำนองบ้าน เราได้ทำการยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว ตำรวจกำลังไปเชิญตัวนายเอกพลที่บ้าน… อ้อ และบ้านหลังนั้น ตอนนี้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคารแล้ว พวกคุณมีเวลา 24 ชั่วโมงในการเก็บข้าวของออกไป”

“แก้ว! แก้วลูกแม่!” แม่ร้องไห้โฮ คลานเข้ามาเกาะขาฉัน น้ำตาและน้ำมูกไหลเปรอะเปื้อน “แม่ขอโทษ! แม่ตาบอดเองที่ไปเชื่อพี่แก! แก้วช่วยแม่ด้วยนะลูก อย่าไล่แม่ไปเลย แม่ไม่มีที่ไปแล้ว!”

รินทร์รีบคุกเข่าลงข้างๆ ประนมมือไหว้ฉันอย่างลนลาน “น้องแก้ว พี่ขอโทษ! พี่ผิดไปแล้ว พี่ไม่ได้ตั้งใจด่าแก้วเลยนะ! ยกโทษให้พี่ด้วยเถอะนะ!”

ฉันมองลงไปยังมือของพวกเขาที่พยายามจะไขว่คว้าฉันไว้ ภาพน้ำลายที่รินทร์ถ่มใส่เท้าฉัน และความเจ็บปวดจากฝ่ามือของแม่เมื่อครู่ยังคงชัดเจน

ฉันค่อยๆ ดึงขาตัวเองออกจากการเกาะกุม

“ตอนที่พ่อกำลังจะตาย พวกคุณถ่มน้ำลายใส่ฉันและไล่ให้ฉันไปตายแทน” ฉันพูดช้าๆ ชัดๆ “วันนี้ฉันแค่สนองคืนในสิ่งที่พวกคุณทำ… ขอให้สนุกกับชีวิตข้างถนนนะคะ และไม่ต้องห่วง พ่อจะย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนที่ดีที่สุด โดยไม่มีพวกคุณเข้าไปรบกวนอีก”

ฉันหันหลังเดินจากมา ปล่อยให้เสียงร้องโหยหวนและเสียงก่นด่าโชคชะตาของแม่และพี่สะใภ้ดังก้องอยู่เบื้องหลัง มันไม่ใช่เสียงที่ทำให้ฉันรู้สึกผิดอีกต่อไป… แต่มันคือเสียงของความยุติธรรมที่ฉันรอคอยมาตลอดสิบปีเต็ม.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *