โดยไม่รู้เลยว่าฉันคือเจ้าของที่แท้จริง และโทรศัพท์เพียงสายเดียวจะเปลี่ยนชีวิตเขาให้กลายเป็นนรก!
เสียงร้องไห้จ้าของ “น้องนลิน” ลูกสาววัยเพียงหนึ่งเดือนของฉัน ดังก้องไปทั่วห้องนั่งเล่นของวิลล่าหรูราคาหลายสิบล้าน แต่เสียงนั้นกลับไม่สามารถเรียกความเห็นใจจากผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “พ่อ” ได้เลยแม้แต่น้อย
“เก็บข้าวของของเธอแล้วออกไปจากบ้านของฉันซะ!”
เสียงตวาดกร้าวของ “เอก” สามีที่ฉันแต่งงานด้วยมาสามปี ดังสนั่นแข่งกับเสียงฟ้าร้องด้านนอก เขายืนกอดอกมองฉันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ โดยมี “อลิส” เลขาสาวคนสนิทของเขายืนเกาะแขนและแสยะยิ้มเย้ยหยันอยู่ข้างๆ
ฉันกระชับอ้อมกอดอุ้มลูกน้อยที่กำลังตัวสั่นไว้แน่น พยายามระงับอารมณ์โกรธที่กำลังเดือดพล่านอยู่ในอก “เอก… คุณกำลังจะไล่ฉันกับลูกแท้ๆ ของคุณออกไปในคืนที่ฝนตกหนักแบบนี้น่ะเหรอ? เพียงเพื่อจะเอาเมียน้อยเข้ามาอยู่ในบ้านเนี่ยนะ!”
เอกแค่นหัวเราะอย่างเย่อหยิ่ง “ก็บ้านหลังนี้มันเป็นเงินของฉัน! ฉันเป็นผู้บริหารระดับสูง เป็นคนหาเงินเข้าบ้าน ส่วนเธอเป็นแค่แม่บ้านที่เกาะฉันกินไปวันๆ ฉันมีสิทธิ์จะให้ใครอยู่หรือให้ออกไปก็ได้ และตอนนี้อลิสก็กำลังท้องลูกชาย ลูกที่สืบสกุลให้ฉันได้ ไม่ใช่เด็กผู้หญิงที่วันๆ เอาแต่ร้องไห้น่ารำคาญแบบนั้น!”
อลิสบีบน้ำตาแสร้งทำเป็นคนดี “พี่เอกคะ อย่ารุนแรงกับพี่รดาเลยค่ะ เธอคงไม่มีที่ไป… เอาอย่างนี้ไหมคะพี่รดา ฉันจะให้เงินคุณสักสองพันเป็นค่าแท็กซี่ไปหาเช่าห้องถูกๆ อยู่ก่อน จะได้ไม่ต้องอุ้มลูกไปนอนข้างถนนให้เวทนา”
เอกหันไปจูบหน้าผากอลิสอย่างแสนรัก ก่อนจะหันมามองฉันด้วยสายตารำคาญ “ได้ยินไหมรดา? รับเงินแล้วไสหัวไปซะ อย่ามาทำตัวเป็นปลิงเกาะฉันอีก!”
เขาโยนกระเป๋าเสื้อผ้าใบเล็กของฉันลงบนพื้นหินอ่อนอย่างไม่ไยดี จากนั้นก็เดินมากระชากแขนฉันและผลักไล่ฉันออกจากประตูบ้าน ก่อนจะปิดประตูกระแทกใส่หน้าและกดล็อกรหัสผ่านอย่างแน่นหนา ทิ้งให้ฉันและลูกน้อยต้องยืนตากลมหนาวอยู่ที่ระเบียงหน้าบ้าน
พวกเขามองความเงียบของฉันเป็นการยอมจำนน พวกเขาคิดว่าฉันเป็นเพียงแม่บ้านโง่ๆ ที่ไม่มีปากมีเสียงและไม่มีที่ไป แต่สิ่งที่เอกและผู้หญิงแพศยาคนนั้นไม่เคยรู้เลยก็คือ… ความจริงที่ถูกซ่อนไว้ใต้ความเรียบง่ายของฉัน
ฉันชื่อ “รดา” ฉันไม่ใช่แม่บ้านธรรมดาที่เกาะสามีกินอย่างที่เขาเข้าใจ แต่ฉันคือทายาทเพียงคนเดียวและเป็นประธานกรรมการบริหารของ “แกรนด์ เอสเตท กรุ๊ป” บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ที่เป็นเจ้าของโครงการวิลล่าหรูแห่งนี้ทั้งโครงการ!
เมื่อสามปีก่อน ฉันอยากได้ความรักที่บริสุทธิ์ จึงปิดบังฐานะที่แท้จริงและใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดาจนได้พบกับเอก ฉันยอมถอยหลังมาเป็นแม่บ้านเพื่อให้เขาได้เป็นผู้นำครอบครัวอย่างภาคภูมิใจ
วิลล่าหลังนี้ ฉันเป็นคนซื้อด้วยเงินสดในชื่อบริษัทของฉันเอง แต่ฉันแกล้งทำเป็นบอกเขาว่าฉันกู้เงินมาซื้อร่วมกัน และให้เขาเป็นคนจ่ายค่าส่วนกลางและบิลค่าน้ำค่าไฟเพื่อให้เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของบ้าน เขาหลงระเริงกับเปลือกจอมปลอมจนลืมกำพืดตัวเอง และกล้าดีมาทำลายครอบครัวด้วยการหักหลังฉัน
ฉันมองทะลุกระจกเข้าไปในบ้าน เห็นเอกและอลิสกำลังเปิดแชมเปญฉลองกันอย่างมีความสุข ฉันไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟาย ฉันเพียงแค่หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา สวมหูฟังบลูทูธ และกดโทรออกหาเบอร์สายตรงที่คุ้นเคย
“ทนายดนัยคะ…” ฉันกรอกเสียงลงไปอย่างเยือกเย็นและทรงอำนาจ “เตรียมเอกสารฟ้องหย่า และหลักฐานการยักยอกทรัพย์ที่ฉันให้คนสืบไว้เมื่อเดือนก่อนให้พร้อม อ้อ… แล้วตอนนี้ รบกวนนำทีมรักษาความปลอดภัยชุดใหญ่ของบริษัท มาที่วิลล่าหมายเลข 88 ของฉันเดี๋ยวนี้ ฉันต้องการขับไล่ ‘ผู้บุกรุก’ ออกจากบ้านภายในสิบห้านาทีค่ะ”
“รับทราบครับท่านประธาน ผมจะไปถึงเดี๋ยวนี้ครับ” เสียงปลายสายตอบรับอย่างแข็งขัน
ฉันอุ้มลูกน้อยเดินไปนั่งรอที่ศาลาพักผ่อนหน้าบ้านอย่างใจเย็น ปล่อยให้เวลาเดินหน้าไปสู่จุดจบของคนทรยศ
สิบห้านาทีต่อมาอย่างพอดิบพอดี รถตู้สีดำคันใหญ่และรถเอสยูวีหลายคันแล่นเข้ามาจอดเทียบที่หน้าวิลล่า ชายชุดดำรูปร่างกำยำนับสิบคนก้าวลงมาจากรถ พร้อมกับทนายดนัยที่เดินถือแฟ้มเอกสารตรงเข้ามาหาฉัน เขาโค้งคำนับให้ฉันอย่างนอบน้อม
“พังประตูเข้าไปเลยค่ะ” ฉันสั่งเสียงเรียบ
หัวหน้ารปภ. ไม่รอช้า เขานำเครื่องมือพิเศษมาปลดล็อกประตูดิจิทัลอย่างง่ายดายภายในเวลาไม่กี่วินาที ประตูไม้บานใหญ่ถูกเปิดผางออก ชายชุดดำนับสิบคนกรูกันเข้าไปในบ้านทันที
เอกและอลิสที่กำลังนั่งจู๋จี๋กันอยู่บนโซฟาสะดุ้งสุดตัวและลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เมื่อเห็นกองกำลังชายชุดดำบุกเข้ามาในบ้าน
“เฮ้ย! พวกแกเป็นใคร! บุกเข้ามาในบ้านฉันได้ยังไง ฉันจะแจ้งตำรวจ!” เอกตะโกนลั่นด้วยความหวาดกลัว
ฉันค่อยๆ ก้าวเดินตามเข้าไปในบ้านอย่างสง่างาม อุ้มลูกน้อยไว้ในอ้อมแขนข้างหนึ่ง ทนายดนัยเดินขนาบข้างฉัน เอกเบิกตากว้างเมื่อเห็นฉันเดินกลับเข้ามาพร้อมกับคนพวกนี้
“รดา! นี่เธอไปพาพวกนักเลงทวงหนี้ที่ไหนมา! ฉันบอกให้ออกไปไง!” เอกยังคงปากดี
ทนายดนัยก้าวออกมายืนบังหน้าฉัน และชูเอกสารโฉนดที่ดินตัวจริงขึ้นมาตรงหน้าเอก “กรุณาระวังคำพูดด้วยครับ คุณเอก วิลล่าหลังนี้ เป็นกรรมสิทธิ์โดยชอบธรรมของ แกรนด์ เอสเตท กรุ๊ป ซึ่งท่านประธาน ‘รดา’ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และเป็นเจ้าของตัวจริง คุณไม่มีสิทธิ์ใดๆ ในบ้านหลังนี้แม้แต่ตารางนิ้วเดียวครับ”
คำว่า ‘ท่านประธาน’ ทำให้เอกและอลิสช็อกจนหน้าซีดเผือดราวกับศพ
“ท-ท่านประธาน? หมายความว่ายังไง… รดา เธอเป็นแค่แม่บ้านไม่ใช่เหรอ!” เอกเสียงสั่น ร่างกายของเขาเริ่มไร้เรี่ยวแรง
ฉันแค่นยิ้มเย็นชา “ก็เพราะฉันอยากเห็นธาตุแท้ของคุณไงเอก ฉันยอมลดตัวลงมาเป็นแม่บ้าน ยอมให้คุณอวดอ้างว่าตัวเองเป็นผู้นำ แต่คุณกลับเนรคุณและสันดานเสียเกินกว่าที่ฉันจะทนได้… อ้อ ทนายดนัยคะ ช่วยแจ้งเรื่องการงานของคุณเอกให้เขาทราบด้วยค่ะ”
ทนายดนัยพยักหน้า “บริษัทที่คุณเอกทำงานอยู่ในตำแหน่งผู้บริหาร แท้จริงแล้วเป็นเพียงบริษัทลูกที่เครือแกรนด์ เอสเตท ของคุณรดาเพิ่งเทคโอเวอร์มาเมื่อปีที่แล้วครับ และตอนนี้… ท่านประธานได้เซ็นอนุมัติคำสั่ง ‘ไล่ออก’ คุณอย่างเป็นทางการแล้ว พร้อมกับการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายที่คุณแอบยักยอกเงินบริษัทไปปรนเปรอเมียน้อยของคุณด้วยครับ”
เอกเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้นหินอ่อน โลกทั้งใบที่เขาสร้างขึ้นจากความเย่อหยิ่งจองหองพังทลายลงตรงหน้า อลิสกรีดร้องและพยายามจะวิ่งหนี แต่ถูกรปภ. ขวางตัวเอาไว้
“รดา… รดาครับ ผมขอโทษ!” เอกคลานเข่าเข้ามาพยายามจะจับขาฉัน น้ำตาของเขาไหลพราก “ผมมันโง่เอง ผมถูกนังผู้หญิงคนนี้มันหลอกให้หลงผิด คุณให้อภัยผมเถอะนะ เราเป็นครอบครัวเดียวกันไม่ใช่เหรอ ดูสิ ลูกของเรายังเล็กอยู่เลย…”
“อย่าเอามือสกปรกของคุณมาแตะต้องตัวฉัน!” ฉันถอยหลังหนีด้วยความขยะแขยง “ครอบครัวของเรามันจบลงตั้งแต่ตอนที่คุณโยนกระเป๋าฉันทิ้งและไล่ฉันไปนอนข้างถนนแล้ว ตอนนี้คุณเป็นแค่คนตกงานที่มีหนี้สินติดตัวและกำลังจะติดคุก ส่วนผู้หญิงของคุณ…”
ฉันปรายตามองอลิสที่กำลังสั่นเป็นเจ้าเข้า “ถ้าคิดว่าเกาะผู้ชายคนนี้แล้วจะรวย ก็เตรียมตัวไปกัดก้อนเกลือกินในสลัมด้วยกันได้เลย”
ฉันหันไปพยักหน้าให้หัวหน้ารปภ. “โยนพวกมันออกไปให้พ้นหน้าบ้านฉัน และโยนข้าวของของพวกมันตามออกไปให้หมด อย่าให้เหลือเศษซากความสกปรกไว้ในบ้านของฉันอีก”
ชายชุดดำหิ้วปีกเอกและอลิสที่กำลังแหกปากร้องไห้โวยวาย ลากตัวออกไปทางประตูหน้าบ้านอย่างไม่ปรานี ท่ามกลางสายฝนที่ยังคงโปรยปราย พวกเขาถูกโยนทิ้งไว้บนพื้นถนนหน้าวิลล่า สภาพเปียกปอนและน่าสมเพช ไม่ต่างจากสุนัขจรจัดที่ไม่มีใครต้องการ
ฉันยืนมองภาพนั้นจากหน้าประตูบ้านด้วยรอยยิ้มของผู้ชนะ ฉันก้มลงจุมพิตที่หน้าผากของน้องนลินที่กำลังหลับสนิทในอ้อมกอด
การให้อภัยอาจจะเป็นเรื่องที่ดี แต่สำหรับคนทรยศที่กล้าเหยียบย่ำความรักและศักดิ์ศรีของคนเป็นแม่… การบดขยี้ให้จมดินและสูญเสียทุกอย่างในชีวิต คือบทลงโทษที่คู่ควรที่สุด!