“ฉันไม่มีหน้าที่ต้องมาดูแลหลานให้เธอ!”

แม่สามีตะคอกใส่หน้า ก่อนไล่ฉันกับลูกชายวัยสามขวบออกไปกลางสายฝนที่ตกหนัก แต่หลังจากประตูปิดลง พวกเขาก็เพิ่งค้นพบความลับที่ฉันซ่อนไว้ตลอด 3 ปี… ว่าทุกสิ่งที่พวกเขามี กำลังจะมลายหายไปในพริบตา

เสียงฟ้าร้องดังกึกก้องสลับกับสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่งในคืนวันศุกร์ อากาศภายนอกหนาวเหน็บ แต่ความเย็นชาภายในคฤหาสน์หลังใหญ่กลับทิ่มแทงหัวใจของฉันยิ่งกว่า

“รตา” คือชื่อของฉัน ฉันยืนอุ้ม “น้องพีท” ลูกชายวัยสามขวบที่กำลังตัวร้อนจี๋ด้วยพิษไข้ ร่างเล็กๆ ของเขาสั่นเทาอยู่ในอ้อมกอดของฉัน ลมหายใจของลูกหอบถี่จนน่ากลัว ฉันเพิ่งวิ่งลงมาจากห้องนอนด้วยความตื่นตระหนก หวังจะขอความช่วยเหลือจากครอบครัวของสามี

ฉันหันไปมอง “คุณหญิงลลนา” แม่สามีที่กำลังนั่งจิบชาและดูละครหลังข่าวอยู่บนโซฟาหนังราคาแพงอย่างสบายใจ

“คุณแม่คะ…” ฉันเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “พีทไข้ขึ้นสูงมาก ชักจะตาค้างแล้ว รตาขอรบกวนคุณแม่ช่วยอุ้มหลานแป๊บเดียวได้ไหมคะ รตาจะวิ่งไปเอากุญแจรถกับกระเป๋าตังค์ข้างบน เพื่อพาลูกไปโรงพยาบาล”

คุณหญิงลลนาปรายตาขึ้นมามองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตารังเกียจ ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ

“ทำไมฉันต้องอุ้ม? ฉันไม่มีหน้าที่ต้องมาดูแลหลานให้เธอ!” เธอตวาดเสียงแข็ง “เด็กมันป่วยก็เพราะคนเป็นแม่อย่างเธอเลี้ยงไม่ดีเอง จะมาโยนภาระให้คนแก่ทำไม? สภาพเสื้อผ้าเธอก็เปียกเหงื่อเปียกอ้วกเด็ก อย่าเอามาโดนโซฟาอิมพอร์ตของฉันนะ!”

“แต่คุณแม่คะ พีทเป็นสายเลือดของตระกูลนี้นะคะ! หลานกำลังแย่…”

“เสียงเอะอะอะไรกันแต่ดึกดื่น!” เสียงของ “กวิน” สามีของฉันดังขึ้น เขาเดินลงมาจากบันไดด้วยชุดนอนผ้าไหม ในมือถือโทรศัพท์ที่กำลังเปิดเกมค้างไว้

“กวิน! ลูกไข้ขึ้นสูงมาก พาพวกเราไปโรงพยาบาลที!” ฉันรีบหันไปหาที่พึ่งสุดท้าย

แต่กวินกลับขมวดคิ้วและถอนหายใจอย่างหงุดหงิด “รตา คุณจะบ้าเหรอ? ฝนตกหนักขนาดนี้ รถติดจะตายชัก ให้ผมขับรถออกไปตอนนี้เนี่ยนะ? คุณก็เช็ดตัวให้ลูกไปสิ เดี๋ยวไข้ก็ลดเองแหละ อย่าทำตัวงี่เง่าเรียกร้องความสนใจได้ไหม ผมเพิ่งจะเคลียร์งานเสร็จ กำลังจะพักผ่อน!”

“เคลียร์งาน หรือเล่นเกมกวิน?!” ฉันตะโกนกลับ น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลทะลักออกมา “ลูกกำลังจะชักนะ! นี่ลูกของคุณนะ!”

“ถ้าเธอเก่งนัก ก็พาไปเองสิ!” แม่สามีลุกขึ้นยืนชี้หน้าฉัน “อย่ามาขึ้นเสียงใส่ลูกชายฉันนะ นังเด็กกำพร้าไม่มีหัวนอนปลายเท้า! ได้เข้ามาอยู่ในบ้านหลังใหญ่โตขนาดนี้ก็บุญหัวแค่ไหนแล้ว ถ้าทนไม่ได้ก็ไสหัวออกไปเลย ไปตากฝนข้างนอกนู่น!”

กวินไม่แม้แต่จะห้ามปรามแม่ของเขา เขากลับยักไหล่แล้วหันหลังเดินกลับขึ้นห้องไปอย่างหน้าตาเฉย ทิ้งให้ฉันยืนกอดลูกที่กำลังป่วยหนักอยู่กลางห้องโถง

ในวินาทีนั้น… ฟางเส้นสุดท้ายที่รั้งความอดทนของฉันมาตลอด 3 ปีได้ขาดสะบั้นลง

ฉันเคยมองว่าความรักจะสามารถเอาชนะทุกอย่างได้ ฉันยอมสละตัวตน ยอมถูกด่าทอ ยอมสวมบทบาทเป็นลูกสะใภ้ผู้ต่ำต้อยและแสนดี เพียงเพราะอยากให้ลูกชายมีครอบครัวที่สมบูรณ์ มีพ่อและย่าเหมือนเด็กคนอื่นๆ

แต่ตอนนี้ฉันตาสว่างแล้ว… คนพวกนี้ไม่มีหัวใจ และพวกเขาไม่คู่ควรกับความเสียสละของฉันอีกต่อไป

“ได้ค่ะ” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบและเย็นเยียบจนน่าประหลาด น้ำตาหยุดไหลไปในทันที “รตาจะไป และรตาจะไม่กลับมาเหยียบที่นี่อีก”

ฉันกระชับผ้าห่มที่ห่อตัวลูกชายไว้แน่น หันหลังเดินตรงไปที่ประตูบานใหญ่และก้าวออกไปสู่พายุฝนที่โหมกระหน่ำ โดยไม่หันกลับไปมองเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของคุณหญิงลลนาที่ดังตามหลังมา

“ไปเลย! ไปให้พ้น! ดูซิว่าผู้หญิงตัวเปล่าๆ อย่างแก จะรอดไปได้สักกี่น้ำ!”

ประตูคฤหาสน์ปิดดัง ปัง!

ฉันยืนอยู่ท่ามกลางสายฝนได้เพียงไม่ถึงหนึ่งนาที แสงไฟหน้ารถสว่างจ้าก็สาดส่องเข้ามาทางหน้าประตูรั้ว รถตู้ลีมูซีนหุ้มเกราะสีดำมันขลับรุ่นล่าสุดพร้อมด้วยรถเอสยูวีคุ้มกันอีกสองคัน แล่นเข้ามาจอดเทียบตรงหน้าฉันอย่างรวดเร็ว

ชายในชุดสูทสีดำสนิทรีบกระโดดลงจากรถพร้อมกางร่มคันใหญ่มาบังฝนให้ฉันและลูกทันที

“ขอประทานโทษที่มาล่าช้าครับ ท่านประธาน” ชายคนนั้นค้อมศีรษะลงอย่างนอบน้อม เขาคือ ‘นพดล’ มือขวาและทนายความส่วนตัวของฉัน

“ไม่เป็นไรนพ พาพีทขึ้นรถไปหาหมอประจำตระกูลของเราด่วนที่สุด” ฉันส่งลูกชายให้กับพยาบาลพิเศษที่รอรับอยู่บนรถตู้

ก่อนที่ฉันจะก้าวขึ้นรถ ฉันหันไปมองคฤหาสน์หลังงามที่ฉันเพิ่งเดินจากมา… คฤหาสน์ที่ครอบครัวของกวินภูมิใจหนักหนา

“นพดล… ดำเนินการตามแผนที่ฉันเคยสั่งไว้ได้เลย ยกเลิกทุกอย่าง”

“รับทราบครับ ท่านประธานรตา”

ใช่… ความลับที่ฉันปิดบังมาตลอด 3 ปีคือ ฉันไม่ใช่ “เด็กกำพร้าไม่มีหัวนอนปลายเท้า” อย่างที่พวกเขาด่าทอ แต่ฉันคือ รตา อัครโภคิน ทายาทเพียงคนเดียวและ CEO ของ ‘อัครกรุ๊ป’ เครือข่ายอสังหาริมทรัพย์และการเงินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ

คฤหาสน์ที่พวกเขาอาศัยอยู่? ฉันเป็นคนซื้อให้ในนามบริษัทตัวแทน ตำแหน่งผู้อำนวยการของกวิน? ฉันเป็นคนสั่งให้บอร์ดบริหารแต่งตั้งเขาเพื่อรักษาหน้าตาของเขา เงินทุกบาทในบัญชีและบัตรเครดิตที่แม่สามีใช้รูดซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม? ล้วนมาจากเงินปันผลในกองทุนที่ฉันแอบตั้งไว้ให้

ฉันสร้างโลกจอมปลอมที่สวยงามให้พวกเขาอยู่ เพียงเพราะคำว่า “ครอบครัว” แต่คืนนี้ โลกใบนั้นได้พังทลายลงแล้ว

ภายในคฤหาสน์… ห้านาทีหลังจากที่ฉันเดินจากไป

คุณหญิงลลนายังคงนั่งจิบชาอย่างอารมณ์ดี กวินเดินลงมาหาของกินในตู้เย็น ทั้งคู่กำลังคุยโวว่าเดี๋ยวรตาก็ต้องอุ้มลูกซมซานกลับมาขอขมา เพราะไม่มีเงินติดตัวแม้แต่บาทเดียว

แต่จู่ๆ ไฟฟ้าในคฤหาสน์ก็ดับลงมืดสนิท

“แม่บ้าน! ยาม! ไปดูคัตเอาท์ซิ ทำไมไฟดับ!” คุณหญิงลลนาโวยวาย

ทันใดนั้น ประตูคฤหาสน์ก็ถูกเปิดออกอย่างแรงด้วยฝีมือของกลุ่มคนในชุดสูทกว่าสิบคน นำโดยนพดล ทนายความของฉัน พวกเขาฉายไฟฉายสว่างจ้าไปที่กวินและแม่ของเขา

“พวกแกเป็นใคร! เข้ามาในบ้านฉันได้ยังไง! ฉันจะแจ้งตำรวจ!” กวินตะโกนด้วยความตกใจ

นพดลเดินก้าวออกมาข้างหน้า พร้อมชูเอกสารที่มีตราประทับทางกฎหมายขึ้นมา

“สวัสดีครับ คุณกวิน คุณหญิงลลนา ผมนพดล เป็นหัวหน้าทีมทนายความของ อัครกรุ๊ป… และผมมาที่นี่เพื่อทำการยึดทรัพย์สินคืนตามคำสั่งของเจ้าของที่แท้จริงครับ”

“เจ้าของที่แท้จริงอะไร! นี่มันบ้านของฉัน! ชื่อฉันเป็นเจ้าบ้าน!” กวินเถียงหน้าดำหน้าแดง

“ชื่อของคุณเป็นเพียงผู้พักอาศัยชั่วคราวครับ โฉนดที่ดินและกรรมสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของบริษัท อัคร พร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งมีท่านประธาน รตา อัครโภคิน เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่แต่เพียงผู้เดียว… ใช่ครับ คุณรตา ภรรยาที่คุณเพิ่งไล่ออกไปตากฝนนั่นแหละครับ”

เหมือนมีสายฟ้าฟาดลงกลางห้องโถง คุณหญิงลลนาเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้น กวินเบิกตากว้างจนแทบถลน อ้าปากค้างพูดไม่ออก

“นอกจากนี้…” นพดลพูดต่อด้วยน้ำเสียงไร้ความปรานี “ผมขอแจ้งให้ทราบว่า บัตรเครดิตทุกใบของพวกคุณถูกอายัดแล้ว บัญชีธนาคารที่เป็นชื่อร่วมถูกระงับ และคุณกวินครับ… คุณถูกไล่ออกจากบริษัทข้อหาไร้ความสามารถในการทำงาน มีผลบังคับใช้ทันที”

“มะ… ไม่จริง! รตาไม่มีทางทำแบบนี้! รตาเป็นแค่ผู้หญิงจนๆ!” กวินละล่ำละลัก มือสั่นเทาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาฉันอย่างบ้าคลั่ง

บนรถลีมูซีนที่กำลังมุ่งหน้าสู่โรงพยาบาล โทรศัพท์ของฉันดังขึ้น ฉันมองชื่อ ‘กวิน’ บนหน้าจอ ก่อนจะกดรับสายและเปิดสปีกเกอร์โฟน

“รตา! รตาที่รัก! นี่มันเรื่องตลกอะไรกัน! บอกให้คนพวกนี้ออกไปจากบ้านเราเถอะนะ ผมขอร้อง! เมื่อกี้ผมแค่หงุดหงิดเรื่องงาน ผมขอโทษ! พรุ่งนี้ผมจะพาพีทไปหาหมอระดับโลกเลยนะ!” เสียงของกวินสั่นเครือและเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

เสียงของคุณหญิงลลนาดังแทรกเข้ามา “ลูกสะใภ้คนโปรดของแม่! แม่ล้อเล่นนิดเดียวเองลูก กลับมาเถอะนะ หลานแม่ป่วยอยู่ไม่ใช่เหรอ เอาหลานมากอดเร็วเข้า!”

ฉันแค่นยิ้ม มุมปากเหยียดออกด้วยความสมเพช

“บ้าน ‘เรา’ งั้นเหรอคะ? กวิน… คุณจำไม่ได้เหรอ คุณแม่เพิ่งบอกเองว่าฉันเป็นแค่เด็กกำพร้าไม่มีหัวนอนปลายเท้า” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบที่แฝงไปด้วยอำนาจ “ส่วนคุณแม่คะ… รตาจำได้แม่นเลยว่า คุณแม่บอกว่าไม่มีหน้าที่ต้องมาดูแลหลานให้รตา”

“รตา… ผมอธิบายได้…”

“ไม่ต้องอธิบายแล้วกวิน เก็บแรงไว้เก็บข้าวของดีกว่าค่ะ เพราะพวกคุณมีเวลาแค่ 10 นาทีในการไสหัวออกไปจากบ้านของฉัน… อ้อ ไม่ต้องห่วงเรื่องฝนตกหนักหรอกนะคะ ลองเดินตากฝนดูบ้าง จะได้รู้ว่าการถูกทิ้งให้หนาวตาย มันรู้สึกยังไง”

ติ๊ด.

ฉันกดตัดสาย โยนโทรศัพท์ทิ้งลงเบาะข้างๆ และหันไปหอมหน้าผากลูกชายที่ตอนนี้อาการไข้เริ่มลดลงเพราะได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นจากพยาบาลแล้ว

จากนี้ไป ชีวิตของฉันและพีทจะไม่มีคำว่าต้องทนก้มหัวให้ใครอีก ส่วนครอบครัวที่แสนเย่อหยิ่งครอบครัวนั้น… พวกเขาจะได้เรียนรู้บทเรียนราคาแพงที่สุดในชีวิต ว่าการดูถูกคนที่มอบทุกอย่างให้ คือการขุดหลุมฝังศพตัวเองอย่างแท้จริง.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *