อดีตสามีมหาเศรษฐีจงใจนั่งข้างฉันบนเครื่องบินเพื่อเยาะเย้ย—แต่เขาต้องเข่าทรุดเมื่อลงจอด แล้วพบกับเด็กชายแฝดสามวิ่งลงจากรถเบนท์ลีย์พร้อมตะโกนเรียกฉันว่า “แม่!”

ห้าปีแล้วนับตั้งแต่วันที่การแต่งงานของฉันและ “เบลก แฮร์ริงตัน” (Blake Harrington) จบลงด้วยหยดน้ำตาและใบหย่า เบลกคือมหาเศรษฐีหนุ่มในวงการอสังหาริมทรัพย์ ผู้ชายที่หลงตัวเองและทะเยอทะยานที่สุดเท่าที่ฉันเคยรู้จัก ตอนที่เขาทิ้งฉันไป เขาทิ้งท้ายไว้ด้วยคำพูดที่กรีดลึกถึงกระดูก: “คุณมันน่าเบื่อ ลินดา คุณไม่มีอะไรคู่ควรกับชีวิตที่กำลังจะก้าวไปข้างหน้าของผม ผมต้องการผู้หญิงที่เชิดหน้าชูตาได้ ไม่ใช่แม่บ้านที่จืดชืด”

เขาเดินจากไปโดยทิ้งฉันไว้กับความว่างเปล่า… แต่เขาไม่เคยรู้เลยว่า ในวันที่เขาเซ็นใบหย่า ฉันเพิ่งพบความลับบางอย่างที่กำลังเติบโตอยู่ในตัวฉัน

วันนี้ ฉันกำลังเดินทางกลับจากการประชุมธุรกิจที่ปารีส ด้วยเที่ยวบินชั้นเฟิร์สคลาส ฉันเอนหลังพิงเบาะหนังนุ่ม สวมชุดสูทผ้าไหมแบรนด์เนมที่ตัดเย็บอย่างประณีต พลางจิบแชมเปญอย่างเงียบๆ ทว่าความสงบนั้นก็ถูกทำลายลงเมื่อเงาสูงใหญ่ของใครบางคนทอดลงมาบดบังแสงไฟ

“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ลินดา”

เสียงทุ้มที่คุ้นเคยทำเอาฉันชะงัก ฉันเงยหน้าขึ้นและพบกับ เบลก แฮร์ริงตัน เขายังคงดูดีในชุดสูทสั่งตัด รอยยิ้มหยิ่งยโสที่มุมปากยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน เขาจงใจแลกที่นั่งกับผู้โดยสารคนอื่นเพื่อมานั่งข้างๆ ฉันโดยเฉพาะ

“เบลก…” ฉันเอ่ยชื่อเขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก

เขานั่งลงข้างฉัน สั่งวิสกี้จากแอร์โฮสเตส และหันมาจ้องมองฉันด้วยสายตาประเมิน “ห้าปีแล้วนะ คุณดู… เปลี่ยนไปนิดหน่อย พยายามแต่งตัวให้ดูแพงงั้นสิ? ผมเดาว่าเงินค่าเลี้ยงดูที่ผมให้ไปตอนหย่าคงช่วยให้คุณใช้ชีวิตได้สบายขึ้นบ้างสินะ”

เขาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “ผมเห็นคุณนั่งอยู่คนเดียว ก็เลยคิดว่าจะมาทักทายสักหน่อย ผมรู้ว่าห้าปีที่ผ่านมา คุณคงใช้เวลาทุกค่ำคืนจมอยู่กับความเสียใจที่เสียผมไป มันคงเหงามากใช่ไหม ลินดา?”

ฉันจิบแชมเปญอย่างใจเย็น ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา “ฉันไม่ได้เหงาเลย เบลก และฉันก็ไม่ได้เสียใจด้วย”

“ปากแข็งไม่เปลี่ยนเลยนะ” เบลกยิ้มเยาะ เขาขยับตัวเข้ามาใกล้ราวกับต้องการข่มขู่ “ผมกำลังจะแต่งงานใหม่เดือนหน้า กับนางแบบที่อายุน้อยกว่าคุณสิบปี ชีวิตผมสมบูรณ์แบบ ผมขยายบริษัทไปทั่วโลก ส่วนคุณล่ะ? ยังเป็นพนักงานบัญชีต๊อกต๋อยที่รอคอยให้มีใครสักคนมาเหลียวแลอยู่หรือเปล่า?”

ตลอดเที่ยวบินที่ยาวนานกว่าสิบชั่วโมง เบลกเอาแต่พูดโอ้อวดถึงความมั่งคั่ง รถสปอร์ตคันใหม่ และความสำเร็จของเขา เขาพยายามพูดย้ำๆ เพื่อตอกย้ำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าและตัดสินใจผิดพลาดที่ปล่อยเขาไป

แต่ฉันเพียงแค่ยิ้มบางๆ และตอบกลับอย่างสุภาพ ฉันไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรให้ผู้ชายที่มองไม่เห็นค่าของฉันฟัง

เมื่อเครื่องบินลงจอดที่สนามบินนานาชาติ เบลกยังคงเดินตามฉันออกมาที่โถงผู้โดยสารขาเข้า ราวกับต้องการตามมาเยาะเย้ยจนถึงวินาทีสุดท้าย

“คุณจะกลับยังไง ลินดา? เรียกแท็กซี่เหรอ?” เบลกถามพลางชูกุญแจรถยนต์หรูในมือ “คนขับรถของผมรออยู่ข้างนอก ผมให้เขาแวะไปส่งคุณที่อพาร์ตเมนต์เล็กๆ ของคุณได้นะ ถือซะว่าสงสารอดีตภรรยา”

“ไม่เป็นไร เบลก ครอบครัวของฉันมารอรับแล้ว” ฉันตอบเรียบๆ พลางเดินก้าวออกไปที่ประตูทางออก VIP

“ครอบครัว? อ้อ คุณพ่อคุณแม่วัยเกษียณของคุณน่ะเหรอ?” เขาหัวเราะร่วนและเดินตามฉันออกมาที่จุดจอดรถ

ทันใดนั้นเอง รถลีมูซีน Bentley Mulsanne สีดำด้านสุดหรูที่สั่งทำพิเศษ ก็ค่อยๆ แล่นเข้ามาจอดเทียบฟุตบาทตรงหน้าฉันอย่างนุ่มนวล ความหรูหราของมันทำเอารถสปอร์ตของเบลกที่จอดอยู่ถัดไปดูหมองลงทันที

คนขับรถในชุดสูทสีดำรีบวิ่งลงมาเปิดประตูรถด้านหลังอย่างนอบน้อม

“ยินดีต้อนรับกลับครับ บอส” คนขับรถกล่าว

เบลกขมวดคิ้ว เขาหันมามองฉันด้วยความสับสน “บอส? นี่คุณ… เช่ารถมาเพื่อสร้างภาพหลอกผมงั้นเหรอ ลินดา?”

ก่อนที่เบลกจะพูดจบประโยค ประตูรถเบนท์ลีย์ก็เปิดกว้างขึ้น ร่างเล็กๆ ของเด็กชายสามคนในชุดสูทตัวจิ๋วที่ตัดเย็บเหมือนกันเป๊ะ วิ่งกรูกันลงมาจากเบาะหลัง พวกเขามีผมสีน้ำตาลเข้มและดวงตาสีฟ้าประกายเทา… ดวงตาที่เหมือนกับเบลกไม่มีผิดเพี้ยน

“หม่ามี้!! หม่ามี้กลับมาแล้ว!!”

เด็กชายแฝดสามวัยสี่ขวบ—ลีโอ, ลูคัส และเลียม—กระโดดโผเข้ากอดฉันจนฉันแทบหงายหลัง ฉันหัวเราะออกมาอย่างมีความสุขที่สุด ย่อตัวลงกอดและหอมแก้มลูกชายทั้งสามคนของฉันอย่างแสนรัก

“คิดถึงหม่ามี้ไหมครับเด็กๆ หม่ามี้ซื้อของเล่นจากปารีสมาฝากเยอะแยะเลยนะ!” ฉันพูดพลางลูบผมพวกเขา

ในขณะเดียวกัน… โลกของเบลก แฮร์ริงตัน เหมือนหยุดหมุน

เขายืนนิ่งค้างอยู่กับที่ กระเป๋าเอกสารราคาแพงในมือร่วงหล่นลงกระแทกพื้น ดวงตาของเขาเบิกกว้างจ้องมองไปที่ใบหน้าของเด็กชายทั้งสามคน สมองของมหาเศรษฐีผู้ชาญฉลาดกำลังคำนวณตัวเลขอย่างบ้าคลั่ง…

หย่ากันห้าปี… เด็กอายุสี่ขวบ… หน้าตาพิมพ์เดียวกัน… แฝดสาม!

“ล-ลินดา…” เสียงของเบลกสั่นเครือ แหบพร่าและไร้ซึ่งความหยิ่งยโสใดๆ ที่เคยมีบนเครื่องบิน “นั่น… พวกเขา… พวกเขาคือ…”

ฉันลุกขึ้นยืน จับมือลูกๆ ไว้ข้างกาย และหันไปเผชิญหน้ากับอดีตสามีที่ตอนนี้หน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ

“ใช่ เบลก” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังและเยือกเย็น “พวกเขาคือลูกของฉัน… และตอนที่คุณโยนใบหย่าใส่หน้าฉัน พร้อมบอกว่าฉันไม่มีค่าพอสำหรับอนาคตของคุณ ฉันก็เพิ่งรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ได้สองสัปดาห์”

“ทำไมคุณไม่บอกผม?!” เบลกตะโกน น้ำตาเริ่มเอ่อคลอในดวงตาของเขา “นั่นลูกของผมนะ! พวกเขาคือทายาทของผม!”

“พวกเขาคือลูกของ ‘ฉัน’ คนเดียว” ฉันตอกกลับอย่างเด็ดขาด “คุณบอกเองว่าไม่อยากมีลูก ไม่อยากมีพันธะ และอยากมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบกับผู้หญิงที่คู่ควร ฉันก็เลยทำตามความต้องการของคุณไง เบลก ฉันเดินออกมา สร้างอาณาจักรธุรกิจของฉันเองด้วยสองมือนี้ ซื้อรถคันนี้ด้วยเงินของฉัน และเลี้ยงดูเด็กสามคนนี้ให้เติบโตมาด้วยความรัก… โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีผู้ชายเห็นแก่ตัวอย่างคุณ”

เบลกทรุดตัวลงคุกเข่าบนทางเท้าอย่างหมดสภาพ ขาของเขาไม่มีแรงแม้แต่จะยืนหยัด เขายื่นมือออกมาราวกับต้องการจะสัมผัสลูกๆ แต่ลีโอ ลูคัส และเลียม กลับถอยหลังหลบอยู่หลังขาของฉันด้วยความไม่คุ้นเคย

“ลินดา… ผมขอร้อง… ให้ผมได้กอดพวกเขา…” มหาเศรษฐีผู้หยิ่งผยองสะอื้นไห้ต่อหน้าผู้คนมากมาย ความมั่งคั่งนับพันล้านที่เขาโอ้อวดมาตลอดสิบชั่วโมง กลายเป็นเศษฝุ่นผงเมื่อเทียบกับสายเลือดและครอบครัวที่เขาโยนทิ้งไปเองกับมือ

ฉันส่ายหน้าช้าๆ สายตาที่มองเขามีเพียงความเวทนา

“กลับไปหาชีวิตที่เพอร์เฟกต์ของคุณเถอะ เบลก กลับไปหาคู่หมั้นวัยเด็กของคุณซะ เพราะในโลกใบนี้… คุณไม่มีที่ยืนในครอบครัวของฉันอีกแล้ว”

ฉันหันหลังกลับ พาลูกชายทั้งสามคนก้าวขึ้นรถเบนท์ลีย์สุดหรู คนขับรถปิดประตูอย่างนุ่มนวลและสตาร์ทเครื่องยนต์

ผ่านกระจกฟิล์มดำสนิท ฉันมองเห็นภาพสุดท้ายของเบลก แฮร์ริงตัน—ชายผู้ที่คิดว่าตัวเองชนะและครอบครองทุกสิ่ง—กำลังคุกเข่าร้องไห้อย่างสิ้นหวังอยู่บนริมฟุตบาท เขตตระหนักได้ในวินาทีนั้นเองว่า ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ไม่ใช่ฉันเลยที่สูญเสียเขาไป… แต่เป็นเขาต่างหากที่สูญเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตไปอย่างไม่มีวันได้คืนมา.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *