I. ความหวาดกลัวที่ระดับความสูง 30,000 ฟุต
เที่ยวบินระยะไกลจากลอนดอนมุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานครใช้เวลาเกือบสิบสองชั่วโมง แต่สำหรับ “ลลิน” มันยาวนานราวกับชั่วกัปชั่วกัลป์ เธอนั่งตัวสั่นอยู่ริมหน้าต่างเครื่องบิน โดยมี “น้องณดา” ลูกสาววัยห้าขวบที่กำลังนอนหลับสนิทซบอยู่บนตัก
หกปีที่แล้ว ลลินหนีออกจากประเทศไทยด้วยหัวใจที่แตกสลาย หลังจากที่ “ภาคิน” ทายาทมหาเศรษฐีและอดีตคนรักของเธอ บังคับให้เธอทำแท้งเมื่อรู้ว่าเธอตั้งครรภ์ เขาบอกว่าเธอเป็นเพียงของเล่นชั่วคราวและลูกของเธอคือ ‘ความผิดพลาด’ ที่จะมาทำลายอนาคตการแต่งงานกับผู้หญิงที่คู่ควรของเขา ลลินเลือกที่จะหนีไปเผชิญชะตากรรมตามลำพังในต่างแดน เพื่อปกป้องชีวิตเล็กๆ นี้ไว้
แต่เหตุผลที่เธอต้องบินกลับมาในวันนี้ คือความลับที่เธอกำลังซ่อนไว้… น้องณดามีความผิดปกติทางพันธุกรรมที่หาได้ยากยิ่ง และจำเป็นต้องได้รับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในประเทศไทยเป็นการด่วน
ขณะที่เครื่องบินกำลังตกหลุมอากาศ ลลินเกิดอาการแพนิค (Panic Attack) หายใจไม่ออกและตัวสั่นเทา เธอพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ลูกสะดุ้งตื่น ทันใดนั้น ผู้โดยสารชายที่นั่งอยู่เบาะข้างๆ ซึ่งสวมแว่นกันแดดและหมวกแก๊ปมาตลอดการเดินทาง ก็ขยับตัวเข้ามาใกล้
เขาไม่ได้พูดอะไร แต่กลับเอื้อมมือหนาและอบอุ่นมา โอบไหล่ของเธอไว้ ดึงตัวเธอให้เอนมาซบที่ซอกคอของเขาอย่างอ่อนโยน “หายใจเข้าลึกๆ ครับ… คุณปลอดภัยแล้ว ปล่อยให้ผมบังคุณไว้จากความกลัวเถอะนะ” เสียงทุ้มต่ำของชายแปลกหน้ากระซิบที่ข้างหู มันเป็นน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นคงและทรงพลังอย่างประหลาด ลลินไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร แต่ความอบอุ่นจากอ้อมกอดนั้นทำให้จังหวะหัวใจที่เต้นรัวของเธอสงบลงได้อย่างน่าประหลาดใจ
II. การต้อนรับจากฝันร้าย
เมื่อล้อเครื่องบินแตะรันเวย์สนามบินสุวรรณภูมิ ชายแปลกหน้าคนนั้นลุกขึ้นหยิบสัมภาระและเดินจากไปอย่างรวดเร็วโดยทิ้งไว้เพียงรอยยิ้มบางๆ ลลินไม่มีโอกาสแม้แต่จะกล่าวคำขอบคุณ เธอจูงมือน้องณดาเดินฝ่าฝูงชนออกมายังประตูขาออก แพลนในหัวคือการรีบเรียกรถแท็กซี่ตรงไปยังโรงพยาบาลทันที
แต่ทว่า ทันทีที่ประตูอัตโนมัติเปิดออก แผนการทุกอย่างก็พังทลายลง!
ชายชุดดำร่างยักษ์สี่คนเดินเข้ามาขวางทางเธอไว้ และเบื้องหลังของพวกเขาคือชายที่เธอภาวนาว่าจะไม่ต้องพบเจออีกตลอดชีวิต… ภาคิน
“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ ลลิน…” ภาคินแสยะยิ้มเย็นชา ดวงตาของเขาจ้องมองข้ามเธอไปยังเด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังซ่อนตัวอยู่หลังขาของแม่ “และ… ยินดีที่ได้รู้จัก ลูกสาวที่เธอซ่อนไว้จากฉันมาตั้งห้าปี”
ลลินเบิกตากว้าง แขนขาสะท้านด้วยความหวาดกลัวสุดขีด “ค-คุณรู้ได้ยังไง… ถอยไปนะภาคิน! ณดาไม่ใช่ลูกของคุณ คุณเป็นคนสั่งให้ฉันฆ่าเธอเองจำไม่ได้หรือไง!”
III. ความลับที่พลิกผันและเป้าหมายที่แท้จริง
ภาคินหัวเราะในลำคอ เขาเดินควงกุญแจรถสปอร์ตเข้ามาใกล้ “อย่ามาทำเป็นหวงก้างไปหน่อยเลยลลิน ฉันแฮ็กประวัติทางการแพทย์ของโรงพยาบาลที่ลอนดอนเมื่อสัปดาห์ก่อน และรู้เรื่อง ‘ความลับ’ ของยัยเด็กนี่หมดแล้ว”
ความลับที่ภาคินพูดถึง ไม่ใช่แค่เรื่องที่ณดาเป็นลูกของเขา แต่มันคือเรื่องของ สเต็มเซลล์ (Stem Cell) และไขกระดูก ลูกชายของภาคินที่เกิดกับภรรยาไฮโซของเขากำลังป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวระยะสุดท้าย และกำลังจะตาย แพทย์ทั่วโลกยืนยันว่าไม่มีใครมีสเต็มเซลล์ที่เข้ากันได้แบบ 100%… ยกเว้นพี่สาวต่างแม่ที่ครอบครองยีนส์พันธุกรรมพิเศษอย่าง ‘น้องณดา’
“ฉันไม่ได้พิศวาสอะไรลูกของเธอหรอก” ภาคินกระซิบด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม “แต่เด็กคนนี้คือ ‘อะไหล่ชีวภาพ’ ชิ้นเดียวที่จะช่วยชีวิตทายาทที่แท้จริงของฉันได้ ฉันจะเอาตัวเด็กไปผ่าตัดเจาะไขกระดูกพรุ่งนี้เช้า ส่วนเธอ… รับเช็คสิบล้านนี่ไปแล้วไสหัวไปซะ อ้อ… ลืมบอกไป การเจาะไขกระดูกปริมาณมากขนาดนั้น อาจทำให้เด็กที่ป่วยอยู่แล้วอย่างลูกเธอตายได้ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของฉัน”
“ไอ้สารเลว!” ลลินกรีดร้องและกอดน้องณดาไว้แน่น “ฉันยอมตายดีกว่าปล่อยให้คุณเอาลูกฉันไปทำเรื่องเลวร้ายแบบนั้น! ช่วยด้วยค่ะ! ใครก็ได้ช่วยด้วย!”
ภาคินพยักหน้าให้ลูกน้อง “ลากตัวนังนี่ออกไป แล้วเอาเด็กขึ้นรถ!”
IV. ฮีโร่จากม่านเมฆ
ชายชุดดำพุ่งเข้ามาฉุดกระชากลลิน น้องณดาร้องไห้จ้าด้วยความหวาดกลัว แต่ก่อนที่มือสกปรกของลูกน้องภาคินจะแตะต้องตัวเด็กน้อย…
ผัวะ!! หมัดลุนเตาพุ่งกระแทกเข้าที่ปลายคางของชายชุดดำจนล้มลงไปกองกับพื้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ก้าวเข้ามาขวางหน้าระหว่างลลินและภาคิน แผ่นหลังกว้างที่คุ้นเคยปรากฏขึ้นตรงหน้า… เขาคือชายแปลกหน้าบนเครื่องบินคนนั้น!
“แกเป็นใครวะ! กล้าดียังไงมายุ่งเรื่องของครอบครัวฉัน!” ภาคินตวาดลั่นด้วยความโกรธจัด
ชายหนุ่มถอดแว่นกันแดดออก เผยให้เห็นใบหน้าที่คมคายและดวงตาดุดันดุจพญาเหยี่ยว เมื่อภาคินเห็นใบหน้านั้นชัดๆ ร่างของเขาก็สั่นสะท้านราวกับถูกผีหลอก สีหน้าเปลี่ยนจากความเย่อหยิ่งเป็นความหวาดกลัวสุดขีด
“ค-คุณกวิน…” ภาคินเสียงสั่น “ประธานกรรมการบริหารสูงสุดของเครือโรงพยาบาลและสายการบิน… คุณมาทำอะไรที่นี่?”
กวินแสยะยิ้มเย็นเยียบ “ฉันก็มารับ ‘ว่าที่ภรรยา’ และ ‘ลูกบุญธรรม’ ของฉันน่ะสิ”
ลลินเงยหน้ามองกวินด้วยความตกตะลึง กวินหันมาขยิบตาให้เธอเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับภาคิน
“ลลินส่งอีเมลขอความช่วยเหลือมาที่มูลนิธิแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของฉันเมื่อเดือนก่อน ฉันสืบจนรู้ว่าเศษสวะอย่างแกกำลังวางแผนจะดักปล้นชิงตัวเด็กกลางสนามบิน ฉันเลยบินไปลอนดอนเพื่อรับพวกเธอด้วยตัวเอง… แกคิดว่าโรงพยาบาลในเครือของฉัน จะยอมผ่าตัดไขกระดูกผิดกฎหมายตามคำสั่งของแกงั้นเหรอ ภาคิน?”
V. จุดจบของซาตานและบ้านหลังใหม่
ภาคินหน้าซีดเผือด “แต่ผมมีเงิน! ผมจ่ายให้คุณได้ไม่อั้น! ลูกชายผมกำลังจะตายนะ!”
“ลูกแกจะตาย ก็เพราะเวรกรรมที่พ่อมันเคยก่อไว้กับเด็กตาดำๆ คนนี้นี่แหละ” กวินพูดเสียงแข็ง “อ้อ… แล้วอย่าเพิ่งห่วงเรื่องลูกเลย ห่วงตัวเองก่อนดีกว่า ตำรวจสากลและทีมตรวจสอบบัญชีของฉัน กำลังบุกเข้าค้นบริษัทแกข้อหาฟอกเงินและยักยอกทรัพย์สิน… เตรียมตัวไปนอนในคุกได้เลย”
ทันใดนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบนับสิบนายก็กรูกันเข้ามาล้อมจับภาคินและลูกน้อง ภาคินถูกใส่กุญแจมือ เขาพยายามดิ้นรนและตะโกนด่าทอ แต่ก็ถูกลากตัวออกไปท่ามกลางสายตาของประชาชนนับร้อยที่มองดูด้วยความสมเพช
เมื่อเหตุการณ์สงบลง กวินหันกลับมาหาลลินที่กำลังกอดลูกสาวตัวสั่นเทา เขาย่อตัวลงตรงหน้าน้องณดาและส่งรอยยิ้มที่อบอุ่นที่สุดให้
“ลุงเป็นหมอครับ ณดาไม่ต้องกลัวแล้วนะ ลุงจะรักษาหนูให้หายขาดเอง” กวินลูบหัวเด็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าสบตากับลลิน “ผมขอโทษที่ไม่ได้บอกความจริงตั้งแต่บนเครื่องบิน ผมแค่อยากแน่ใจว่าคุณจะปลอดภัยที่สุด… ต่อจากนี้ไป ให้ผมเป็นคนดูแลปกป้องคุณกับลูกเถอะนะครับ ลลิน”
ลลินร้องไห้ออกมา แต่คราวนี้มันเป็นน้ำตาแห่งความโล่งใจและตื้นตันใจที่สุด เธอพยักหน้ารับ ฝากชีวิตและหัวใจที่เคยบอบช้ำไว้ในมือของชายที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียงคนแปลกหน้า แต่อ้อมกอดของเขาในวันนั้น… ได้กลายมาเป็นเกราะกำบังที่แข็งแกร่งที่สุดในชีวิตของเธอตลอดไป