เพียง 2 วันหลังแต่งงาน ฉันปฏิเสธที่จะเสิร์ฟข้าวให้พี่สะใภ้ที่นั่งดูทีวี สามีกลับตบหน้าฉันอย่างจัง

—และนั่นคือวินาทีที่ฉันกวาดอาหารล้มกระดานและเปลี่ยนทุกอย่างไปตลอดกาล!

กลิ่นหอมของต้มยำและอาหารเย็นมื้อใหญ่ที่ฉันตั้งใจทำด้วยความรักลอยคลุ้งไปทั่วห้องครัว มันควรจะเป็นช่วงเวลาฮันนีมูนที่แสนหวาน เพราะเราเพิ่งเข้าพิธีแต่งงานกันได้เพียงแค่ 48 ชั่วโมงเท่านั้น แต่ความเป็นจริงกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ฉันถูกคาดหวังให้รับบทเป็น “สะใภ้ผู้แสนดี” ในบ้านของครอบครัวเอก สามีที่ฉันเพิ่งตกลงปลงใจฝากชีวิตไว้ หลังจากยืนทำอาหารหน้าเตาร้อนๆ นานกว่าสองชั่วโมง ฉันก็จัดเตรียมโต๊ะอาหารอย่างสวยงาม หวังว่านี่จะเป็นมื้อค่ำที่อบอุ่น แต่แล้วเสียงตะโกนจากห้องนั่งเล่นก็ทำลายบรรยากาศนั้นลงอย่างสิ้นเชิง

“ริน! ตักข้าวแล้วยกมาให้ฉันที่หน้าทีวีหน่อย ละครกำลังสนุก ฉันไม่อยากลุกไปกินที่โต๊ะ!” เสียงของพี่ดาด้า พี่สาวแท้ๆ ของเอก ดังมาจากโซฟา เธอนั่งไขว่ห้างดูโทรทัศน์อย่างสบายใจโดยไม่แม้แต่จะหันมามอง ฉันถอนหายใจและพยายามข่มความเหนื่อยล้าเอาไว้ ก่อนจะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษามารยาทที่สุด “พี่ดาด้าคะ อาหารเสร็จแล้วค่ะ รินจัดโต๊ะไว้เรียบร้อยแล้ว มาทานด้วยกันที่โต๊ะดีกว่านะคะ รินเพิ่งทำเสร็จเหนื่อยๆ ขอไม่เดินยกไปเสิร์ฟนะคะ”

ความเงียบปกคลุมไปทั่วบ้านชั่วขณะ ก่อนที่เอกจะเดินหน้าตึงเข้ามาในห้องครัว เขามองหน้าฉันด้วยสายตาที่ไม่พอใจอย่างรุนแรง “ทำไมคุณถึงพูดกับพี่สาวผมแบบนั้น? แค่ตักข้าวแล้วเดินเอาไปให้พี่เขาที่โซฟามันจะเหนื่อยอะไรนักหนา คุณเป็นสะใภ้บ้านนี้นะ หัดทำตัวให้มันน่ารักหน่อยสิ!” ฉันจ้องมองหน้าผู้ชายที่เพิ่งสวมแหวนให้ฉันเมื่อสองวันก่อนด้วยความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อสายตา “เอก… รินเป็นภรรยาของคุณนะ ไม่ใช่คนใช้ รินยืนทำกับข้าวให้ทุกคนกินก็เหนื่อยมากพอแล้ว พี่ดาด้ามีมือมีเท้า ทำไมถึงเดินมากินเองที่โต๊ะไม่ได้?”

คำตอบของฉันทำให้เอกโกรธจัด เส้นเลือดที่ขมับของเขาปูดโปน เขาเดินเข้ามาประชิดตัวฉันและตะคอกใส่หน้า “อย่ามาเถียงผมนะ! บ้านนี้มีกฎกติกา พี่ดาด้าเป็นพี่สาวผม คุณต้องเคารพและทำตามคำสั่ง!” เมื่อเห็นว่าฉันยังคงยืนนิ่งและส่ายหน้าปฏิเสธ ฟางเส้นสุดท้ายของเขาก็ขาดผึง… เพียะ!!

ฝ่ามือของเอกฟาดลงบนแก้มซ้ายของฉันอย่างจัง แรงตบนั้นทำให้ฉันเซถอยหลังไปชนกับขอบโต๊ะอาหาร เสียงสะท้อนของการตบดังก้องไปทั่วบ้าน พี่ดาด้าชะโงกหน้ามาจากห้องนั่งเล่นแล้วแสยะยิ้มอย่างสะใจ ความเจ็บปวดที่แก้มไม่สู้เท่ากับความบอบช้ำในหัวใจ ภาพผู้ชายแสนดีที่ฉันรักพังทลายลงตรงหน้าเหลือเพียงชายแปลกหน้าที่เห็นแก่ตัวและใช้ความรุนแรง

ไม่มีน้ำตาไหลออกมาจากดวงตาของฉันแม้แต่หยดเดียว มีเพียงความโกรธแค้นและสติที่เย็นเยียบ ฉันมองหน้าเอกที่ยืนหอบหายใจ มองดูจานอาหารราคาแพงที่ฉันตั้งใจทำด้วยหยาดเหงื่อ… และโดยไม่คิดซ้ำสอง ฉันใช้แขนกวาดทุกสิ่งทุกอย่างบนโต๊ะอาหารลงไปกองกับพื้น!!

เพล้ง! โครม!!

จานชามกระเบื้องแตกกระจาย น้ำซุปต้มยำร้อนๆ หกเลอะเทอะเต็มพื้น เศษอาหารกระจายไปทั่วทุกทิศทาง เอกเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด เขากระโดดหลบน้ำซุปที่กระเด็นใส่ขา “ริน!! คุณทำบ้าอะไรลงไป!!” เขาตะโกนลั่นบ้าน พี่ดาด้าวิ่งหน้าตั้งเข้ามาดูเหตุการณ์ด้วยความตกตะลึง ปากของเธออ้าค้างเมื่อเห็นซากอาหารมื้อเย็นที่กลายเป็นขยะบนพื้น

“ฉันกำลังกวาดขยะทิ้งไง!” ฉันตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาที่สุดเท่าที่เคยพูดมา ฉันเช็ดคราบน้ำแกงที่กระเด็นโดนแขนเสื้อตัวเอง แล้วเชิดหน้าขึ้นมองผู้ชายที่เพิ่งทำร้ายฉัน “จำเอาไว้เลยนะเอก ฉันแต่งงานมาเป็นคู่ชีวิต ไม่ใช่ทาสรับใช้ของครอบครัวคุณ ในเมื่อพวกคุณไม่เห็นค่าสิ่งที่ฉันทำให้ ก็ไม่ต้องแหลกมันทั้งบ้านนี่แหละ!”

ฉันหันหลังเดินขึ้นไปบนห้องนอนทันทีโดยไม่สนใจเสียงสบถด่าทอของเอกที่ดังตามหลังมา ฉันดึงกระเป๋าเดินทางที่เพิ่งจัดของเสร็จเมื่อวานออกมา โยนเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวทุกอย่างลงไปอย่างรวดเร็ว โชคดีเหลือเกินที่ของหลายอย่างยังไม่ได้ถูกแกะออกจากกระเป๋า เมื่อฉันลากกระเป๋าลงมาที่ชั้นล่าง เอกพยายามจะเข้ามาขวางประตู หน้าตาของเขาเริ่มฉายแววตื่นตระหนกเมื่อเห็นว่าฉันเอาจริง

“ริน! คุณจะทำตัวเป็นเด็กๆ ไปถึงไหน แค่ทะเลาะกันนิดหน่อยถึงกับจะหนีออกจากบ้านเลยเหรอ? วางกระเป๋าลงเดี๋ยวนี้ เราต้องคุยกัน!” เขาสั่งด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะข่มขู่ แต่ฉันไม่กลัวเขาอีกต่อไปแล้ว

“เราไม่มีอะไรต้องคุยกันอีก” ฉันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา “ผู้ชายที่กล้าลงไม้ลงมือกับภรรยาตัวเองเพียงเพราะเธอไม่ยอมเป็นคนรับใช้ให้พี่สาวจอมขี้เกียจของเขา… ไม่คู่ควรจะได้รับความรักจากฉันแม้แต่วินาทีเดียว เตรียมตัวรับเอกสารฟ้องหย่าได้เลย”

ฉันผลักอกเขาออกไปให้พ้นทาง เปิดประตูบ้านแล้วก้าวเดินออกมาสู่อิสรภาพ เสียงพี่ดาด้ายังคงโวยวายอยู่ด้านหลังให้เอกรีบมาทำความสะอาดพื้น แต่ฉันไม่หันกลับไปมองอีกเลย

สามวันต่อมา เอกสารฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายถูกส่งไปถึงหน้าบ้านของเขา เอกพยายามโทรหาฉันนับร้อยสาย ส่งข้อความมาขอโทษและอ้อนวอนขอโอกาสแก้ไขตัว เขาบอกว่าเขารู้สึกผิดที่อารมณ์ชั่ววูบและถูกพี่สาวกดดัน แม้กระทั่งครอบครัวของเขาก็พยายามติดต่อมาเพื่อไกล่เกลี่ย แต่ฉันบล็อกช่องทางการติดต่อของพวกเขาทั้งหมด

ในที่สุด การแต่งงานที่สั้นที่สุดในชีวิตของฉันก็จบลงตามกฎหมาย ฉันเริ่มต้นชีวิตใหม่ กลับไปโฟกัสที่การทำงานและรักตัวเองมากขึ้น ส่วนเอก… ฉันได้ยินข่าวแว่วมาว่าชีวิตของเขาตกต่ำลงอย่างหนัก เขาต้องทนอยู่กับพี่สาวที่เอาแต่ใจและไม่เคยช่วยแบ่งเบาภาระใดๆ ในบ้าน ทุกคนต่างรุมประณามการกระทำของเขาจนเขาแทบจะไม่มีที่ยืนในสังคม

สำหรับฉัน รอยตบในวันนั้นไม่ใช่บาดแผล แต่มันคือ “ของขวัญแห่งความตื่นรู้” ที่ทำให้ฉันหลุดพ้นจากขุมนรกได้เร็วที่สุดก่อนที่จะต้องเสียเวลาชีวิตไปมากกว่านี้ และฉันจะไม่มีวันยอมก้มหัวให้ใครมาทำลายศักดิ์ศรีของฉันอีกต่อไป.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *