แต่ปีนี้ฉันต้อนรับพวกเขาด้วยรอยยิ้ม พร้อมแจก ‘บิลเรียกเก็บเงิน’ ที่ทำให้เสียงหัวเราะเยาะเงียบกริบไปตลอดกาล!
ภาระที่ถูกยัดเยียดภายใต้คำว่า “ครอบครัว”
ฉันชื่อ “รินลดา” ตลอดห้าปีที่แต่งงานกับ “ภวัต” ฉันทำหน้าที่ภรรยาและลูกสะใภ้ที่แสนดีมาโดยตลอด ภวัตเป็นผู้ชายที่ดูรักครอบครัว แต่ความจริงแล้วเขาเป็นแค่ “ลูกแหง่” ที่ไม่เคยกล้าขัดใจแม่ของตัวเองเลยแม้แต่ครั้งเดียว
แม่ของเขา “คุณหญิงสมพิศ” เป็นผู้หญิงที่ชอบวางก้าม อวดร่ำอวดรวยในสังคมไฮโซ แต่กลับตระหนี่ถี่เหนียวอย่างเหลือเชื่อเมื่อเป็นเรื่องของตัวเอง และสิ่งที่ฉันเกลียดที่สุดในชีวิตการแต่งงานนี้ ก็คือ “งานเลี้ยงรวมญาติประจำปี” ที่คุณหญิงสมพิศจะเป็นคนออกหน้าเป็นเจ้าภาพ แต่สถานที่จัดงานและคนจ่ายเงินทั้งหมด… คือฉัน!
ทุกๆ ปี คุณหญิงสมพิศจะยกโขยงญาติพี่น้อง ลูกหลาน ลุงป้าน้าอา รวมแล้วกว่า 25 ชีวิต มาบุกบ้านคฤหาสน์ของฉัน พวกเขาจะเดินเข้ามาด้วยท้องที่หิวโหย แต่กลับมาตัวเปล่า “มือไม่พาย แถมไม่เคยมีของติดมือมาเลยแม้แต่ชิ้นเดียว” ไม่มีแม้แต่ผลไม้สักตะกร้าหรือน้ำเปล่าสักขวด พวกเขาทำตัวราวกับว่าบ้านของฉันเป็นภัตตาคารห้าดาวกินฟรี ที่มีฉันเป็นทั้งแม่ครัว เด็กเสิร์ฟ และพนักงานทำความสะอาด
ปีที่แล้ว ฉันป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่จนแทบยืนไม่ไหว แต่ภวัตก็ยังขอร้อง (หรือกึ่งบังคับ) ให้ฉันลุกขึ้นมาทำอาหารเลี้ยงญาติของเขา “ทนหน่อยนะริน นานๆ ญาติผู้ใหญ่จะมารวมตัวกัน อย่าให้แม่ต้องเสียหน้าเลยนะ”
ฉันฝืนสังขารทำอาหารจนเสร็จ และในขณะที่กำลังยกซุปออกไปเสิร์ฟ ฉันก็ได้ยินคุณหญิงสมพิศหัวเราะร่วนและโอ้อวดกับบรรดาญาติๆ ว่า “เห็นไหมล่ะ ฉันบอกแล้วว่ามาบ้านฉันไม่ต้องพกเงินมาหรอก นังรินมันหัวอ่อน สั่งให้ทำอะไรก็ทำ เลี้ยงดูปูเสื่อพวกเราฟรีๆ ทุกปีแหละ ประหยัดเงินไปได้ตั้งเยอะ!”
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนน้ำเย็นจัดที่สาดรดลงมากลางใจ ฉันตระหนักได้ในวินาทีนั้นว่า ความทุ่มเทและความดีของฉัน ไม่เคยมีค่าในสายตาของคนพวกนี้ พวกเขามองฉันเป็นแค่ “ปลิง” ที่มีหน้าที่ผลิตเงินและอาหารให้พวกเขาเกาะกินเท่านั้น
แผนการต้อนรับที่แสนหวานและเยือกเย็น
ปีนี้ ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
เมื่อวันรวมญาติมาถึง ฉันไม่ได้เข้าไปง่วนอยู่ในครัวจนหน้ามันย่องเหมือนทุกปี ฉันจ้างเชฟจากภัตตาคารหรูมาจัดเตรียมอาหารบุฟเฟต์ระดับพรีเมียม กุ้งล็อบสเตอร์ เนื้อวากิว หอยนางรมนำเข้า และไวน์ชั้นเลิศ ถูกจัดเรียงอย่างสวยงามตระการตาบนโต๊ะอาหารยาวกลางบ้าน
เวลาสิบเอ็ดโมงตรง เสียงรถยนต์หลายคันแล่นเข้ามาจอดเต็มหน้าบ้าน ขบวนญาติ 25 ชีวิตนำทัพโดยคุณหญิงสมพิศ เดินกร่างเข้ามาในบ้านด้วยใบหน้ายิ้มแย้มและเสียงหัวเราะดังกึกก้อง พวกเขามองเห็นอาหารหรูหราบนโต๊ะก็พากันตาลุกวาว รีบพุ่งตรงไปจับจองที่นั่งราวกับแร้งทึ้ง
ฉันสวมชุดเดรสสีสวย เดินออกมาต้อนรับพวกเขาด้วยรอยยิ้มที่หวานที่สุดเท่าที่เคยทำมา
“สวัสดีค่ะคุณแม่ สวัสดีค่ะคุณลุงคุณป้าทุกท่าน ปีนี้รินตั้งใจจัดเตรียมอาหารอย่างดีที่สุดเพื่อทุกคนเลยนะคะ เชิญนั่งประจำที่ก่อนค่ะ รินมีของขวัญต้อนรับเล็กๆ น้อยๆ จะมอบให้ทุกท่านก่อนเริ่มทานอาหารด้วยค่ะ”
คุณหญิงสมพิศยิ้มกริ่ม หันไปยักคิ้วกับญาติๆ “เห็นไหม ฉันบอกแล้วว่าสะใภ้บ้านนี้มันรู้หน้าที่ หึ! เอาอะไรมาแจกล่ะ ซองเงินสดหรือเปล่า?”
ฉันยิ้มรับ พยักหน้าให้เลขาของฉันที่ยืนรออยู่ด้านข้าง เลขาเดินถือถาดเงินที่เต็มไปด้วยซองจดหมายสีขาว ประทับตราครั่งสีทองอย่างหรูหรา และเดินแจกให้ญาติทั้ง 25 คนแบบตัวต่อตัว รวมถึงคุณหญิงสมพิศและภวัตสามีของฉันด้วย
“เปิดดูสิคะ รินตั้งใจทำมาให้ทุกคนโดยเฉพาะเลย” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
บรรดาญาติๆ รีบฉีกซองออกด้วยความตะกละตะกลาม หวังจะได้เห็นเช็คเงินสดหรือบัตรกำนัล แต่แล้ว… รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของพวกเขาก็หยุดชะงักลงราวกับถูกกดปุ่มปิดเสียง สีหน้าของแต่ละคนเปลี่ยนจากความตื่นเต้น กลายเป็นความตกตะลึง งุนงง และซีดเผือด
สิ่งที่อยู่ในซองไม่ใช่บัตรกำนัล แต่มันคือ “ใบแจ้งหนี้แบบแจกแจงรายละเอียด (Itemized Bill)” ที่ระบุชื่อของแต่ละคนไว้อย่างชัดเจน!
ความจริงที่ถูกกระชากหน้ากาก
คุณหญิงสมพิศเบิกตากว้าง มือที่ถือกระดาษบิลสั่นระริก “น-นี่มันอะไรกันรินลดา! ค่าอาหารหัวละ 4,500 บาท? ค่าบริการเสิร์ฟ 500 บาท? ค่าเสื่อมสภาพเฟอร์นิเจอร์และทำความสะอาดอีก 1,000 บาท? รวมเป็น 6,000 บาทต่อคน! นี่แกบ้าไปแล้วเหรอ!”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วโต๊ะอาหาร ญาติๆ เริ่มโวยวายและมองหน้ากันลิ่กลั่ก
ฉันยังคงรักษารอยยิ้มที่สง่างามเอาไว้ และเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่ดังกังวาน “ไม่บ้าหรอกค่ะคุณแม่ นี่คือราคาต้นทุนจริงๆ สำหรับอาหารระดับมิชลินสตาร์และการบริการที่ทุกท่านกำลังจะได้ทานไงคะ ตลอดห้าปีที่ผ่านมา รินเป็นคนออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด เลี้ยงดูพวกคุณฟรีๆ มาตลอด”
“แต่ในเมื่อคุณแม่เคยประกาศเอาไว้ว่า ครอบครัวเราต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน รินก็เลยคิดว่า ปีนี้ถึงเวลาแล้วที่ญาติๆ ผู้ทรงเกียรติทุกคน จะได้แสดงน้ำใจ ‘ช่วยเหลือ’ จ่ายค่าอาหารในส่วนของตัวเองบ้าง… หรือว่าบรรดาญาติไฮโซของคุณแม่ จะไม่มีเงินจ่ายเงินแค่นี้คะ?”
“แกกล้าฉีกหน้าฉันต่อหน้าญาติๆ เหรอ!” คุณหญิงสมพิศตบโต๊ะดังปัง ลุกขึ้นชี้หน้าฉันด้วยความโกรธจัด “ฉันเป็นแม่ผัวแกนะ แกมีหน้าที่ต้องเลี้ยงดูพวกฉันสิ!”
ภวัตที่นั่งหน้าซีด รีบเดินเข้ามาคว้าแขนฉันและกระซิบเสียงเครียด “ริน! ทำบ้าอะไรเนี่ย รีบขอโทษแม่แล้วเก็บกระดาษพวกนี้ไปเดี๋ยวนี้เลยนะ คุณกำลังทำให้ผมเสียหน้านะ!”
ฉันสะบัดแขนภวัตออกอย่างแรงจนเขาเซถอยหลัง สายตาของฉันที่เคยมองเขาด้วยความรัก บัดนี้เหลือเพียงความสมเพชและว่างเปล่า
“คุณเสียหน้าเหรอภวัต? แล้วตลอดห้าปีที่คุณปล่อยให้แม่และญาติของคุณ มาทำตัวเป็นปรสิตสูบเลือดสูบเนื้อฉัน ปล่อยให้ฉันทำกับข้าวหัวฟูตอนป่วยหนัก โดยที่คุณไม่เคยลุกมาช่วยหรือปกป้องฉันเลย… คุณเคยนึกถึงหน้าฉันบ้างไหม!”
ฉันหันไปกวาดสายตามองญาติทั้ง 25 คนที่ตอนนี้กำลังหน้าเสียและทำตัวไม่ถูก
“กฎของบ้านหลังนี้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปคือ… ใครจ่ายเงิน ก็เชิญนั่งทานบุฟเฟต์หรูๆ นี่ต่อไปได้เลยค่ะ ส่วนใครที่คิดจะมากินฟรีเหมือนสัมภเวสีรอส่วนบุญ ก็เชิญลุกขึ้น แล้วไสหัวออกไปจากบ้านของฉันเดี๋ยวนี้!“
บทสรุปของคนเห็นแก่ตัว
บรรยากาศในบ้านเงียบกริบจนได้ยินเสียงแอร์ทำงาน ไม่มีใครกล้าหยิบเงิน 6,000 บาทออกมาจ่าย เพราะลึกๆ แล้วพวกเขาก็แค่คนตระหนี่ที่หวังจะมากินฟรีเท่านั้น เมื่อเห็นว่าฉันเอาจริงและมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ฉันจ้างมาเตรียมพร้อมอยู่หน้าประตู ญาติๆ ทั้ง 25 คนก็ทยอยกันวางบิลลงบนโต๊ะ แล้วเดินก้มหน้าหนีออกจากบ้านไปทีละคนด้วยความอับอาย
คุณหญิงสมพิศกรีดร้องด่าทอฉันด้วยถ้อยคำหยาบคาย แต่ฉันก็สั่งให้ รปภ. หิ้วปีกเธอออกไปโยนทิ้งไว้หน้าประตูรั้วอย่างไม่ไยดี
ภวัตยืนตัวสั่นทำอะไรไม่ถูก เขามองฉันด้วยความโกรธ “คุณทำเกินไปแล้วนะรินลดา! คุณไล่แม่ผมออกไปได้ยังไง ถ้าคุณไม่ยอมไปกราบเท้าขอโทษแม่ผม เราก็จบกัน! ผมจะหย่ากับคุณ!”
เขาคิดว่าคำว่า ‘หย่า’ จะทำให้ฉันกลัวและคุกเข่าอ้อนวอนเหมือนผู้หญิงหัวอ่อนคนเดิม
แต่ฉันกลับเดินไปหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลอีกซองจากเลขา และปาใส่หน้าอกของเขาอย่างแรง
“ไม่ต้องรอให้คุณขู่หรอกภวัต เพราะฉันเซ็นชื่อในใบหย่ารอไว้เรียบร้อยแล้ว!” ฉันแสยะยิ้ม “และบ้านหลังนี้เป็นชื่อของฉัน เงินทุกบาทเป็นของฉัน เก็บเสื้อผ้าของคุณแล้วตามแม่คุณออกไปซะ ก่อนที่ฉันจะให้ รปภ. โยนคุณออกไปเหมือนเศษขยะอีกคน”
ภวัตหน้าถอดสี เมื่อรู้ตัวว่าเขาไม่เหลืออำนาจต่อรองใดๆ อีกต่อไป เขาเดินคอตกออกจากบ้านไปพร้อมกับกระเป๋าเสื้อผ้าใบเดียว ทิ้งชีวิตที่สุขสบายเพราะเกาะเมียกิน ไปเผชิญหน้ากับความจริงที่โหดร้าย
เมื่อประตูคฤหาสน์ปิดลง บ้านทั้งหลังก็กลับคืนสู่ความสงบสุขอย่างที่มันควรจะเป็น ฉันหันไปมองบุฟเฟต์อาหารสุดหรูที่ยังไม่มีใครแตะต้อง ฉันเดินไปหยิบแก้วไวน์ขึ้นมาริน ร้องเรียกเลขาและเหล่าแม่บ้านให้มาร่วมโต๊ะทานอาหารด้วยกันอย่างมีความสุข
งานเลี้ยงรวมญาติในปีนี้ เป็นมื้ออาหารที่อร่อยที่สุดในชีวิตของฉัน… เพราะมันไม่ใช่แค่การเฉลิมฉลองเทศกาล แต่มันคือการเฉลิมฉลอง “อิสรภาพ” และการทวงคืนคุณค่าในตัวเอง กลับมาจากพวกปรสิตได้อย่างสมบูรณ์แบบ!