บทที่ 1: การลงนามที่ไร้การสบตา
เอฟลิน คาร์เตอร์ จรดปลายปากกาหมึกซึมประดับเพชรราคาแพงลงบนกระดาษเนื้อหนา และเซ็นชื่อเพื่อยุติการแต่งงานของเธอ โดยไม่แม้แต่จะปรายตามองอดีตสามีของเธอเลยแม้แต่วินาทีเดียว
นั่นคือรายละเอียดที่แท้จริงที่ทำให้ เอเดรียน วอห์น รู้สึกเหมือนหัวใจถูกบดขยี้จนแหลกสลาย
มันไม่ใช่กองเอกสารทางกฎหมายอันน่าหดหู่ที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะไม้มาฮอกกานีขัดเงา มันไม่ใช่เสียงอันเงียบงัน เย็นชา และเป็นทางการของทนายความฝ่ายตรงข้าม มันไม่ใช่แม้กระทั่งรอยหมึกที่กำลังจะยุติชีวิตคู่ที่เคยหอมหวานยาวนานถึงเจ็ดปีของพวกเขา
แต่มันคือการที่เธอปฏิเสธที่จะมองหน้าเขาโดยสิ้นเชิง
เอเดรียนนั่งกำมือแน่นอยู่ฝั่งตรงข้าม เขามองดูใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่น บัดนี้กลับราบเรียบ ไร้อารมณ์ และซีดเซียวอย่างประหลาด เขาอยากจะเอื้อมมือไปจับมือเธอ อยากจะอ้อนวอนขอร้องเป็นครั้งสุดท้าย เขาอยากจะบอกเธอว่าเขาเสียใจแค่ไหนที่เผลอไผลไปมีความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนกับเลขาของตัวเองจนเรื่องแดงขึ้นมา เขาพร้อมจะทิ้งทุกอย่างเพื่อกลับมาแก้ไขความผิดพลาด
แต่เอฟลินไม่เปิดโอกาสให้เขาเลยแม้แต่น้อย เมื่อปลายปากกายกขึ้นจากกระดาษ เธอเลื่อนเอกสารกลับไปให้ทนายความของเธอ ลุกขึ้นยืนอย่างสง่างามในชุดสูทสีดำสนิทราวกับมาร่วมงานศพความรักของตัวเอง
“ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วค่ะ” น้ำเสียงของเธอราบเรียบ เย็นเยียบจนน่าขนลุก “ลาก่อน เอเดรียน”
นั่นคือคำพูดสุดท้ายที่เธอเอ่ยกับเขา เธอหันหลังกลับและก้าวเดินออกไปจากห้องทำงานของทนายความ แต่ยังไม่ทันที่เธอจะก้าวพ้นขอบประตู ร่างกายที่ดูสง่างามของเธอก็หยุดชะงัก ขาของเธอทรุดลง และร่างของเอฟลินก็ร่วงหล่นกระแทกพื้นพรมอย่างแรง
“เอฟลิน!” เอเดรียนตะโกนสุดเสียง เขากระโดดข้ามเก้าอี้และถลาเข้าไปประคองร่างที่ไร้สติของเธอ วินาทีที่เขาสัมผัสตัวเธอ เขาก็ต้องเบิกตากว้าง… ร่างกายของเธอเบาหวิวราวกับขนนก ผิวของเธอเย็นเฉียบ และกระดูกไหปลาร้าของเธอปูดโปนทะลุเนื้อผ้าออกมา
เธอผอมลงขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่? ทำไมเขาถึงไม่เคยสังเกตเห็นเลย?
บทที่ 2: ความจริงที่รอคอยในโรงพยาบาล
กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในโรงพยาบาลเอกชนระดับวีไอพีทำให้เอเดรียนรู้สึกคลื่นไส้ เขานั่งกุมขมับอยู่หน้าห้องฉุกเฉินมานานกว่าสองชั่วโมงแล้ว เสื้อเชิ้ตของเขายับยู่ยี่ มือของเขายังคงสั่นเทาไม่หยุด
ไม่นานนัก ประตูห้องฉุกเฉินก็เปิดออก แพทย์เจ้าของไข้เดินออกมาพร้อมกับสีหน้าเคร่งเครียด โดยมีนายสเตอร์ลิง ทนายความส่วนตัวของเอฟลินเดินตามออกมาติดๆ
“หมอครับ! ภรรยา… เอ้อ อดีตภรรยาของผมเป็นยังไงบ้าง! ทำไมจู่ๆ เธอถึงหมดสติไป เธอทำงานหนักเกินไปใช่ไหมครับ?” เอเดรียนรีบพุ่งเข้าไปถาม
หมอมองหน้าเอเดรียน ก่อนจะหันไปสบตากับทนายความ สเตอร์ลิงพยักหน้าช้าๆ เป็นเชิงอนุญาต
“คุณวอห์นครับ…” หมอถอนหายใจยาว “คุณไม่ทราบเรื่องอาการป่วยของคุณคาร์เตอร์เลยหรือครับ?”
“อาการป่วย? อาการป่วยอะไรครับ! เอฟลินแข็งแรงดีมาตลอด เธอแค่อาจจะเครียดเรื่องคดีหย่า…”
“คุณคาร์เตอร์ป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวระยะสุดท้ายครับ” คำพูดของหมอราวกับค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางแสกหน้าของเอเดรียนจนเข่าของเขาแทบทรุด “เธอตรวจพบอาการนี้เมื่อหกเดือนที่แล้ว และร่างกายของเธอต่อต้านการทำเคมีบำบัด… ตอนนี้เธอเหลือเวลาอีกไม่ถึงสองเดือน”
โลกทั้งใบของเอเดรียนหยุดหมุน หูของเขาอื้ออึง หกเดือนที่แล้ว? นั่นมันคือสัปดาห์เดียวกับที่เอฟลินจับได้ว่าเขานอกใจเธอ!
“ม-ไม่จริง… คุณหมอล้อผมเล่นใช่ไหม… เธอไม่เคยบอกผมเลยสักคำ เธอไม่เคยแสดงอาการอะไรเลย!” เอเดรียนพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำตาเริ่มเอ่อล้นออกมา
นายสเตอร์ลิง ทนายความของเอฟลินก้าวออกมาข้างหน้า พร้อมกับยื่นซองเอกสารสีขาวให้เอเดรียน
“คุณเอฟลินเลือกที่จะไม่บอกคุณครับ คุณวอห์น” สเตอร์ลิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสมเพช “ในวันที่เธอได้รับผลตรวจจากโรงพยาบาล เธอตั้งใจจะกลับไปหาคุณเพื่อขอกำลังใจ แต่เธอกลับพบคุณกำลังนอนอยู่กับผู้หญิงคนอื่นบนเตียงในบ้านของเธอเอง”
เอเดรียนสะอื้นฮัก เขายกมือขึ้นปิดหน้า ร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร ความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่เขาราวกับคลื่นยักษ์
“และสิ่งที่คุณยังไม่รู้…” ทนายความพูดต่อ น้ำเสียงเฉียบขาดและกรีดลึกลงไปในใจ “ในคืนนั้น นอกจากคุณเอฟลินจะพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายแล้ว เธอยังเพิ่งทราบว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์ลูกของคุณได้เจ็ดสัปดาห์… แต่ความเครียดและความบอบช้ำทางจิตใจอย่างรุนแรงจากการกระทำของคุณ ทำให้เธอแท้งลูกในคืนนั้นเอง”
บทที่ 3: การแก้แค้นของคนใกล้ตาย
“ลูก… ลูกของผม…” เอเดรียนทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นโรงพยาบาล ร้องไห้โฮออกมาอย่างสิ้นหวัง เขาฆ่าลูกของตัวเอง เขาทำลายผู้หญิงที่รักเขามากที่สุดในชีวิต
“ตลอดหกเดือนที่ผ่านมา คุณเอฟลินต้องทนรับความเจ็บปวดจากการสูญเสียลูก และความทรมานจากโรคร้ายเพียงลำพัง โดยไม่ปริปากบอกใคร” สเตอร์ลิงพูดต่อ “เธอใช้เวลาช่วงสุดท้ายของชีวิตที่เหลืออยู่ รวบรวมหลักฐานทั้งหมดเกี่ยวกับการยักยอกเงินในบริษัทของคุณ และเส้นทางการเงินที่คุณแอบโอนไปให้เมียน้อย… คุณวอห์นครับ เอกสารการหย่าที่คุณเพิ่งเซ็นไปเมื่อเช้า ไม่ใช่แค่การแบ่งสินสมรสตามปกติ แต่มันคือการโอนกรรมสิทธิ์หุ้นทั้งหมด หนี้สินทั้งหมด และบริษัทของคุณ ให้อยู่ภายใต้การควบคุมของมูลนิธิที่เธอตั้งขึ้น”
เอเดรียนเงยหน้าขึ้นมองทนายความด้วยดวงตาที่แดงก่ำและว่างเปล่า เขาไม่สนเรื่องเงินอีกต่อไปแล้ว เขาไม่สนเรื่องบริษัท สิ่งเดียวที่เขาต้องการคือการได้ย้อนเวลากลับไป
“คุณคาร์เตอร์สั่งให้ผมมอบจดหมายฉบับนี้ให้คุณ หลังจากที่การหย่าเสร็จสมบูรณ์ครับ”
เอเดรียนรับจดหมายนั้นมาด้วยมือที่สั่นเทา เขาค่อยๆ เปิดอ่านลายมือที่คุ้นเคย
“ถึง เอเดรียน… ฉันเคยคิดว่าความรักของเราจะคงอยู่ตลอดไป แต่คุณก็สอนให้ฉันรู้ว่าตลอดไปไม่มีจริง คุณทำลายหัวใจของฉัน ทำลายครอบครัวที่เรากำลังจะสร้าง และทำลายความหวังสุดท้ายในการมีชีวิตอยู่ของฉัน
ฉันไม่ได้เซ็นใบหย่าโดยไม่มองหน้าคุณเพราะฉันเกลียดคุณ แต่เพราะฉันไม่อยากให้ภาพสุดท้ายในชีวิตของฉัน เป็นภาพของผู้ชายที่ทรยศฉัน ฉันใช้พละกำลังหยดสุดท้ายในร่างกายเพื่อมาจัดการทุกอย่างให้จบสิ้น คุณจะไม่ได้อะไรไปจากฉันเลยนอกจากความว่างเปล่าและความรู้สึกผิด
จงใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ของคุณให้คุ้มค่า เอเดรียน… เพราะฉันได้ฝังหัวใจของคุณไปพร้อมกับลูกของเราแล้ว – เอฟลิน”
บทที่ 4: ตราบาปชั่วชีวิต
เอเดรียนกอดจดหมายฉบับนั้นไว้แนบอก เสียงร้องไห้ของเขาดังก้องไปทั่วระเบียงทางเดินของโรงพยาบาล แต่ไม่มีใครเดินเข้ามาปลอบประโลมเขาเลย
เขาตระหนักแล้วว่า การแก้แค้นที่โหดร้ายที่สุดของเอฟลิน ไม่ใช่การยึดทรัพย์สิน ไม่ใช่การทำลายธุรกิจของเขา แต่มันคือการปล่อยให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไป… มีชีวิตอยู่กับความจริงที่ว่า เขาเป็นคนผลักไสผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบที่สุดลงสู่ความตาย และไม่มีโอกาสแม้แต่จะเอ่ยคำว่า “ขอโทษ”
ในห้องพักฟื้น VVIP ด้านหลังประตูบานนั้น เอฟลินนอนหลับตาพริ้ม ลมหายใจของเธอแผ่วเบาแต่สงบ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเธอเป็นครั้งแรกในรอบหกเดือน
ภารกิจสุดท้ายของเธอเสร็จสิ้นแล้ว เธอได้ทวงคืนศักดิ์ศรีของตัวเอง และทิ้งฝันร้ายที่ไม่มีวันตื่นไว้ให้ผู้ชายที่ทรยศเธอ… ตลอดกาล.