ถอดหน้ากากออกกลายเป็นมหาเศรษฐีหนุ่มสุดหล่อ พร้อมกับแผนบดขยี้ตระกูลของฉันให้แหลกลาญ!
I. งานแต่งงานที่ไร้หัวใจ
ฉันชื่อ “อลิน” ลูกสาวคนเล็กของตระกูลวณิชย์เกียรติ ตระกูลที่เปลือกนอกดูหรูหราและร่ำรวย แต่เบื้องหลังกลับเน่าเฟะและติดหนี้สินมหาศาลจากการบริหารงานที่ผิดพลาดและการพนันของพ่อกับพี่ชาย เพื่อรักษาหน้าตาและคฤหาสน์ของตระกูลเอาไว้ พวกเขาตัดสินใจขายฉัน… โดยการบังคับให้ฉันแต่งงานกับ “เจ้าสัวธนินทร์” มหาเศรษฐีเฒ่าวัย 70 ปีที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมและลึกลับ
ในวันแต่งงาน ฉันสวมชุดเจ้าสาวสีขาวฟูฟ่องราคาแพงลิบลิ่ว แต่ความรู้สึกข้างในกลับเหมือนกำลังสวมชุดนักโทษ พ่อและพี่ชายของฉันยิ้มหน้าระรื่นเมื่อได้รับเช็คเงินสดก้อนโตและเอกสารโอนหนี้สินทั้งหมดไปให้เจ้าสัว พวกเขาไม่แม้แต่จะมองหน้าฉันที่กำลังยืนน้ำตาคลอเบ้า ไม่มีความรัก ไม่มีความผูกพัน มีเพียงความโลภที่น่าขยะแขยง
ตลอดทั้งงาน เจ้าสัวธนินทร์นั่งอยู่บนรถเข็น สวมแว่นตาดำและหมวกปกปิดใบหน้าที่มีแต่รอยเหี่ยวย่น เขาพูดน้อยมาก และบรรยากาศรอบตัวเขาก็เย็นยะเยือกจนฉันแทบขาดใจ ฉันรู้ดีว่าคืนนี้… นรกบนดินกำลังรอฉันอยู่
II. ความลับใต้หน้ากาก
เมื่องานเลี้ยงจบลง ฉันถูกส่งตัวมาที่ห้องหอในเพนต์เฮาส์หรูสุดตึก บานประตูไม้หนาทึบปิดลง ตามด้วยเสียงสะเดาะกลอนที่ดังก้องกังวานในความเงียบ
เจ้าสัวธนินทร์ค่อยๆ ลุกขึ้นจากรถเข็น… เขาไม่ได้งกเงิ่นหรืออ่อนแรงอย่างที่แสดงออกในงานแต่งงาน เขาเดินตรงมาที่ฉันด้วยจังหวะก้าวที่มั่นคงและทรงพลัง ฉันก้าวถอยหลังจนแผ่นหลังชิดกำแพง ร่างกายสั่นสะท้านไปด้วยความหวาดกลัว
“ได้โปรด… อย่าทำร้ายฉันเลยนะคะ” ฉันกระซิบเสียงสั่น น้ำตาหยดแหมะลงบนแก้ม
เขาก้มหน้าลงมองฉัน มือหนายกขึ้นมาแตะที่สันกรามของตัวเอง ก่อนที่รอยยิ้มเย็นเยียบจะปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก… เขาออกแรงดึงผิวหนังที่เหี่ยวย่นบริเวณคาง แล้วค่อยๆ ลอกหน้ากากซิลิโคนแบบพิเศษที่ดูเหมือนผิวหนังมนุษย์จริงออกอย่างช้าๆ!
หน้ากากใบหน้านั้นร่วงหล่นลงบนพื้น ปรากฏให้เห็นใบหน้าของชายหนุ่มวัยยี่สิบปลายๆ ที่หล่อเหลาราวกับรูปสลัก ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยว จมูกโด่งเป็นสัน และสันกรามที่คมชัด เขาดูสง่างาม แข็งแกร่ง และอันตรายอย่างถึงที่สุด
“ใจเย็นๆ…” เขาพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นชา ซึ่งต่างจากเสียงแหบพร่าของคนแก่โดยสิ้นเชิง “เธอไม่ใช่เป้าหมายของฉัน… ครอบครัวของเธอต่างหาก และคืนนี้… การแก้แค้นของฉันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น”
III. อดีตที่ถูกฝังและเป้าหมายที่แท้จริง
ฉันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนลืมร้องไห้ “ค-คุณเป็นใคร? แล้วเจ้าสัวธนินทร์ล่ะ?”
“เจ้าสัวธนินทร์ไม่มีตัวตนอยู่จริง” ชายหนุ่มตรงหน้าเดินไปรินวิสกี้ใส่แก้วแล้วหันกลับมามองฉัน “ฉันชื่อ ‘คิรากร’ และหน้ากากคนแก่นั่น ก็เป็นแค่เครื่องมือที่ฉันใช้เพื่อเข้าใกล้ครอบครัวที่เน่าเฟะของเธอ”
คิรากรเล่าความจริงที่ถูกปิดตายมานานกว่าสิบห้าปี พ่อของฉันเคยเป็นหุ้นส่วนกับพ่อของคิรากร แต่พ่อของฉันหักหลัง โกงเงินบริษัท และใส่ร้ายพ่อของเขาจนต้องติดคุกและตรอมใจตายในที่สุด ครอบครัวของคิรากรต้องล้มละลาย แม่ของเขาเสียชีวิตจากความเครียด ทิ้งให้เขาต้องดิ้นรนจากจุดที่ต่ำที่สุด
เขาใช้เวลาสิบห้าปีในการสร้างอาณาจักรธุรกิจของตัวเองในต่างประเทศ และกลับมาพร้อมกับตัวตนจำลอง “เจ้าสัวธนินทร์” เพื่อกว้านซื้อหนี้สินทั้งหมดของครอบครัวฉัน เขาหลอกล่อให้พ่อของฉันโลภมากจนยอมเซ็นสัญญาทุกอย่าง แม้กระทั่งการขายลูกสาวตัวเอง
“ฉันสืบรู้มาว่าเธอเป็นลูกเมียน้อยที่ถูกครอบครัวนี้รังแกและเหยียบย่ำมาตลอดชีวิต” คิรากรเดินเข้ามาใกล้ ฉันสัมผัสได้ถึงกลิ่นน้ำหอมผู้ชายที่ผสมผสานกับความอันตราย “ฉันมีข้อเสนอให้เธอ อลิน… ร่วมมือกับฉัน นั่งดูพวกมันสูญเสียทุกอย่างไปพร้อมกับฉัน แล้วฉันจะมอบอิสรภาพพร้อมกับเงินก้อนโตให้เธอเริ่มต้นชีวิตใหม่”
IV. สัญญากับซาตาน
ฉันมองเข้าไปในดวงตาสีเข้มของคิรากร ภาพความทรงจำที่ฉันถูกพ่อตบหน้า ถูกพี่ชายด่าทอ และถูกบังคับให้เลิกเรียนเพื่อมาเป็นเครื่องมือปลดหนี้ให้พวกเขาฉายชัดขึ้นมาในหัว… ในเมื่อครอบครัวไม่เคยเห็นฉันเป็นคน ฉันก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องปกป้องพวกเขาทีทำลายชีวิตคนอื่น
“ฉันตกลงค่ะ” ฉันตอบเสียงหนักแน่น แววตาของฉันไม่มีความหวาดกลัวอีกต่อไป “ฉันจะช่วยคุณบดขยี้พวกเขาเอง”
คิรากรยกยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ คืนนั้นไม่มีการแตะเนื้อต้องตัว ไม่มีการบังคับขืนใจ มีเพียงการวางแผนที่แนบเนียนที่สุดระหว่างเราสองคนเพื่อเตรียมต้อนรับหายนะของตระกูลวณิชย์เกียรติ
V. รุ่งอรุณแห่งการชดใช้
สามวันต่อมา พ่อและพี่ชายของฉันเดินทางมาที่ตึกสำนักงานใหญ่ของคิรากร (ที่พวกเขาคิดว่าเป็นของเจ้าสัวธนินทร์) พวกเขามาเพื่อเบิกเงินงวดที่สองตามสัญญาที่ตกลงกันไว้หน้าชื่นตาบาน
ฉันนั่งอยู่บนเก้าอี้หนังบุนวมในห้องทำงานของ CEO โดยมีคิรากรในชุดสูทสั่งตัดสุดเนียบยืนอยู่เคียงข้าง เมื่อประตูเปิดออก พ่อและพี่ชายของฉันเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มประจบประแจง แต่แล้วยิ้มนั้นก็ค้างเติ่งเมื่อเห็นฉันนั่งอยู่คู่กับชายหนุ่มแปลกหน้าแทนที่จะเป็นเศรษฐีเฒ่า
“อลิน! แกมาทำอะไรที่นี่! แล้วไอ้เด็กนี่มันเป็นใคร พาฉันไปพบเจ้าสัวเดี๋ยวนี้!” พ่อของฉันตวาดเสียงกร้าว
คิรากรโยนแฟ้มเอกสารหนาเตอะลงบนโต๊ะ เสียงดังปังทำให้ทั้งสองคนสะดุ้ง “เจ้าสัวธนินทร์ไม่มีจริงหรอกครับ คุณวณิชย์” คิรากรพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย “ผมคือ คิรากร ลูกชายของคนที่คุณโกงจนต้องตายในคุกเมื่อสิบห้าปีก่อน และตอนนี้… ผมคือเจ้าของกรรมสิทธิ์คฤหาสน์ ที่ดิน และบริษัททั้งหมดของคุณอย่างถูกต้องตามกฎหมาย”
“แกพูดเรื่องบ้าอะไร!” พี่ชายของฉันโวยวายและทำท่าจะพุ่งเข้ามา แต่ถูกบอดี้การ์ดร่างยักษ์ล็อกตัวเอาไว้
“ลองอ่านสัญญาที่พวกคุณเซ็นในวันแต่งงานดูให้ดีสิครับ” ฉันเป็นคนพูดขึ้นมาบ้าง น้ำเสียงของฉันนิ่งสงบและเย็นชา “สัญญานั้นระบุไว้ชัดเจนว่า หากเจ้าสัวธนินทร์เสียชีวิตหรือ ‘ไม่มีตัวตน’ ทรัพย์สินทั้งหมดของพวกคุณที่นำมาค้ำประกัน จะตกเป็นของผู้ถือครองสัญญาทันที ซึ่งก็คือเขา… และที่สำคัญ เงินก้อนแรกที่คุณเอาไปใช้หนี้พนันนั่น ก็ถือเป็นเงินกู้ดอกเบี้ยโหดที่คุณเซ็นรับสภาพหนี้ไปแล้ว”
พ่อของฉันหน้าซีดเผือด รีบเปิดเอกสารดู มือของเขาสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่ เมื่อตระหนักได้ว่าตัวเองตกหลุมพรางที่ลึกเกินกว่าจะปีนขึ้นมาได้
VI. บทสรุปของคนละโมบ
“แก… นังลูกเนรคุณ! แกสมรู้ร่วมคิดกับมันทำลายครอบครัวตัวเอง!” พ่อตะโกนด่าทอฉันด้วยความโกรธแค้น
“ครอบครัวเหรอคะ?” ฉันลุกขึ้นยืน จ้องมองผู้ชายที่ฉันเคยเรียกว่าพ่อด้วยสายตาว่างเปล่า “คุณขายฉันให้คนแก่รุ่นราวคราวปู่เพื่อแลกกับเงินไปเล่นพนัน คุณไม่เคยเป็นครอบครัวของฉันตั้งแต่วันที่แม่ตายแล้วค่ะ”
“รปภ. โยนพวกมันออกไป” คิรากรสั่งการเสียงเฉียบขาด “อ้อ… แล้วเตรียมตัวรับหมายศาลเรื่องการยึดทรัพย์และการฟ้องร้องข้อหาฉ้อโกงบริษัทด้วยนะครับ ผมจะทำให้พวกคุณต้องไปนอนในคุกเหมือนที่พ่อผมเคยเจอ!”
พ่อและพี่ชายของฉันถูกลากออกไปจากห้อง พวกเขากรีดร้อง อ้อนวอน และสบถด่าทอ แต่ก็ไม่มีใครสนใจ ทั้งสองคนสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างภายในพริบตา และต้องใช้ชีวิตที่เหลือในคุกพร้อมกับหนี้สินที่ไม่มีวันชดใช้หมด
เมื่อห้องกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง คิรากรหันมามองฉัน เขายื่นเอกสารใบสำคัญการหย่าที่ยังไม่ได้กรอกรายละเอียด พร้อมกับเช็คเงินสดสิบล้านบาทให้ฉัน “ตามสัญญา… นี่คืออิสรภาพและเงินตั้งตัวของเธอ อลิน ขอบใจที่ให้ความร่วมมือ”
ฉันรับเช็คและใบหย่ามาถือไว้ ทว่าเมื่อมองเข้าไปในดวงตาของคิรากร ชายผู้แข็งแกร่งแต่กลับมีบาดแผลในใจไม่ต่างจากฉัน ฉันกลับรู้สึกว่าอิสรภาพที่แท้จริงอาจไม่ใช่การเดินจากไปเพียงลำพัง
ฉันค่อยๆ วางเช็คและเอกสารการหย่าลงบนโต๊ะ เลื่อนมันกลับไปหาเขา พร้อมกับรอยยิ้มบางๆ บนริมฝีปาก “ถ้าฉันไม่อยากได้อิสรภาพแล้วล่ะคะ… คุณคิดว่าผู้ร่วมสมรู้ร่วมคิดของคุณคนนี้ พอจะมีตำแหน่งผู้ช่วยถาวรในชีวิตจริงของคุณได้หรือเปล่า?”
คิรากรชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่รอยยิ้มอบอุ่นอย่างแท้จริง—ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน—จะปรากฏบนใบหน้าอันหล่อเหลาของเขา เขาเดินเข้ามาใกล้ เลื่อนมือมาเกลี่ยปอยผมที่ข้างแก้มของฉันอย่างแผ่วเบา
“นั่นอาจจะเป็นสัญญาที่อันตรายที่สุดที่ฉันเคยทำเลยนะ… แต่ฉันยินดีรับข้อเสนอ”
คฤหาสน์ของตระกูลฉันอาจจะล่มสลายไปพร้อมกับความละโมบ แต่อาณาจักรใหม่และความรักที่เกิดขึ้นจากการกอบกู้ซากปรักหักพังของเราสองคน… เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น