—แต่การตัดสินใจยกเลิกงานแต่งทันทีของฉันทำให้พวกมันต้องชดใช้อย่างหมดเนื้อหมดตัว!
บทที่ 1: กลุ่มควันสีขาวและเสียงหัวเราะที่ไร้สำนึก
ฉันถูกฉีดอัดด้วยสารเคมีจากถังดับเพลิงเป็นเวลานานกว่ายี่สิบวินาทีในวันแต่งงานของตัวเอง…
เมื่อฉันพยายามลืมตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก สิ่งเดียวที่ฉันสามารถมองเห็นได้รอบตัวคือพายุหมอกและกลุ่มควันสีขาวโพลนที่หนาทึบ สารเคมีเหล่านั้นไหลเข้าตาและจมูกจนฉันสำลักอย่างรุนแรง ไอจนตัวโยน และแสบผิวไปหมดทั้งใบหน้า ฉันไม่สามารถมองเห็นผู้ชายที่ฉันควรจะเข้าพิธีแต่งงานและฝากชีวิตไว้กับเขาได้เลย
ชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ราคาแพงระยับที่ฉันใช้เวลาเลือกสรรนานหลายเดือน บัดนี้ถูกคราบสารเคมีสีขาวและฝุ่นหนาทึบเกาะจนพังยับเยินไม่มีชิ้นดี หน้าและผมที่ช่างแต่งหน้าทำให้อย่างประณีตกลายเป็นสภาพที่ดูไม่ได้ ราวกับคนทีเพิ่งรอดชีวิตมาจากโศกนาฏกรรมไฟไหม้
ทว่า สิ่งที่ดังแทรกเข้ามาในโสตประสาทของฉันกลับไม่ใช่เสียงร้องไห้ด้วยความตกใจของสามี แต่เป็นเสียงระเบิดหัวเราะลั่นอย่างสนุกสนานของ “นนท์” เพื่อนสนิทที่สุดของเจ้าบ่าว ในมือของเขายังคงถือถังดับเพลิงสีแดงที่เพิ่งใช้หมดไป
“ฮ่าๆๆ! ดูหน้ายัยนั่นสิ! ตลกชะมัดเลย!” นนท์ตะโกนลั่นพลางตบมือสะใจ “นี่คือการรับน้องเจ้าสาวของกลุ่มเราโว้ย! ยินดีต้อนรับสู่กลุ่มนะลดา!”
ฉันยืนตัวสั่นเทาด้วยความอับอายและความโกรธ สายตาของแขกเหรื่อนับร้อยในห้องจัดเลี้ยงจ้องมองมาที่ฉัน บ้างก็ตกใจ บ้างก็แอบหัวเราะตาม ฉันพยายามมองหา “ภานุ” เจ้าบ่าวของฉัน เพื่อหวังว่าเขาจะปกป้องฉันและจัดการเพื่อนสารเลวคนนี้
ภานุเดินฝ่ากลุ่มควันเข้ามา แต่แทนที่เขาจะเข้ามาโอบกอดหรือถามอาการของฉัน เขากลับเดินไปตบบ่านนท์แล้วหัวเราะเบาๆ ก่อนจะหันมาพูดกับฉันด้วยน้ำเสียงติดรำคาญ:
“ลดา คุณจะทำหน้าบึ้งตึงทำไมล่ะ? นนท์มันก็แค่ล้อเล่น ขำๆ น่า วันแต่งงานทั้งทีอย่าทำตัวเป็นคนคิดเล็กคิดน้อยให้งานมันกร่อยเลย ไปล้างหน้าล้างตาแล้วมาเข้าพิธีต่อเถอะ”
คำพูดนั้น… มันแฝงไปด้วยความเลือดเย็นที่ทำลายความรักเจ็ดปีของเราจนหมดสิ้นในพริบตา
บทที่ 2: การตัดสินใจที่เปลี่ยนทุกอย่าง
ฉันนิ่งเงียบไปสามวินาที ความเจ็บปวดและคราบน้ำตาถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาขั้นสุด ฉันตระหนักได้ในวินาทีนั้นเองว่า ภานุและกลุ่มเพื่อนของเขาไม่เคยให้เกียรติฉันเลย ตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกเขามองฉันเป็นเพียงผู้หญิงจืดชืดที่ยอมภานุทุกอย่าง พวกเขาคิดว่าฉันรักภานุมากจนยอมทนรองรับอารมณ์และการกลั่นแกล้งต่ำๆ แบบนี้ได้
แต่สิ่งที่พวกเขาไม่เคยรู้เลยก็คือ… งานแต่งงานสุดหรูหราที่โรงแรมห้าดาวแห่งนี้ เงินสินสอดนับสิบล้าน และแม้แต่ทุนจดทะเบียนบริษัทโปรเจกต์ใหม่ของภานุที่กำลังจะเซ็นสัญญาในวันพรุ่งนี้ ทั้งหมดล้วนมาจาก “เงินทุนของตระกูลฉัน” ทั้งสิ้น ฉันปิดบังฐานะเพราะอยากใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย แต่ในเมื่อพวกนายเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของฉัน ฉันก็จะทำให้พวกนายไม่มีที่ซุกหัวนอน
ฉันเอื้อมมือไปปลดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวที่เปื้อนคราบสกปรกโยนลงบนพื้นอย่างไม่ใยดี
“ล้อเล่นงั้นเหรอคะภานุ?” ฉันเอ่ยน้ำเสียงเรียบแต่ดังก้องไปทั่วห้องจัดเลี้ยง “ถ้าอย่างนั้น… ฉันก็มีเรื่องล้อเล่นจะบอกคุณเหมือนกัน”
ฉันหันไปหาบาทหลวงและพิธีกรบนเวที “งานแต่งงานในวันนี้… ถูกยกเลิกค่ะ!”
“ลดา! เธอเป็นบ้าอะไรขึ้นมา?!” ภานุตะโกนลั่น หน้าถอดสีทันทีเมื่อเห็นฉันเดินหันหลังก้าวลงจากเวที “แค่โดนฉีดถังดับเพลิงแค่นี้ถึงกับต้องยกเลิกงานแต่งเลยเหรอ?! อย่ามาทำตัวงี่เง่านะ!”
“ฉันไม่ได้งี่เง่า ภานุ แต่ฉันเพิ่งตาสว่าง” ฉันตอบกลับโดยไม่หันไปมอง
บทที่ 3: เวลาแห่งการล้างแค้น
ฉันเดินตรงไปยังห้องรับรอง VIP นั่งลงหน้ากระจก หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทรหา “คุณวิทูร” ทนายความและผู้ดูแลทรัพย์สินส่วนตัวของฉันทันที
“คุณวิทูร” ฉันสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “ระงับเงินทุนทั้งหมดที่ฉันเคยอนุมัติให้บริษัทของภานุ ทวงคืนตั๋วเงินและสัญญาเงินกู้ทั้งหมดที่เขาติดค้างตระกูลเรา และส่งทีมกฎหมายไปแจ้งทางโรงแรมว่า ฉันขอยกเลิกการจ่ายค่าจัดงานในวันนี้ทั้งหมด ให้ภานุและครอบครัวของเขาเป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง”
“รับทราบครับคุณลดา ผมจะจัดการระบบภายในห้านาทีครับ” ทนายความตอบรับ
หลังจากวางสาย ฉันเปลี่ยนชุดเป็นชุดลำลองสีดำสนิท เช็ดคราบสารเคมีออกจากใบหน้าจนสะอาด เดินออกไปที่ลานจอดรถด้านหลังโรงแรม ซึ่งมีรถลีมูซีนและบอดี้การ์ดของตระกูลฉันมารอรับอยู่แล้ว
ในขณะเดียวกัน ในห้องจัดเลี้ยงดั่งเกิดแผ่นดินไหว ผู้จัดการโรงแรมเดินเข้ามาแจ้งภานุและแม่ของเขาว่า บัตรเครดิตสายตรงของตระกูลลดากลายเป็นโมฆะ และพวกเขามีหน้าที่ต้องจ่ายค่าอาหารและสถานที่ในค่ำคืนนี้เป็นจำนวนเงิน 3 ล้านบาทด้วยตัวเอง หากไม่จ่าย ทางโรงแรมจะดำเนินคดีตามกฎหมายทันที
ไม่เพียงเท่านั้น โทรศัพท์ของภานุแผดเสียงร้องดังลั่น เป็นสายจากหุ้นส่วนใหญ่ที่โทรมาบอกว่า ทุนจดทะเบียนทั้งหมดถูกถอนออกไปแล้ว และบริษัทของภานุกำลังจะถูกฟ้องล้มละลายในเช้าวันรุ่งขึ้น
บทที่ 4: จุดจบของคนไร้สำนึก
ภานุและนนท์ วิ่งหน้าตาตื่นตามฉันมาจนถึงลานจอดรถ ใบหน้าของภานุซีดเผือดจนไม่มีสีเลือด เขาคุกเข่าลงกับพื้นปูนต่อหน้าฉันทันทีด้วยความสิ้นหวัง
“ลดา! ลดา! ผมขอโทษ!” ภานุร้องไห้โฮพยายามจะเอื้อมมือมาจับขาของฉัน “ผมผิดไปแล้วลดา! ผมน่าจะห้ามนนท์! อย่าถอนทุนเลยนะ บริษัทผมพังแน่ๆ บ้านของแม่ผมก็กำลังจะถูกยึด!”
ฉันมองลงมาที่เขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสมเพช ก่อนจะหันไปมองนนท์ เพื่อนสนิทของเขาที่ตอนนี้ยืนตัวสั่นหน้าถอดสี ไม่เหลือคราบคนเก่งที่หัวเราะเยาะฉันเมื่อครู่เลยแม้แต่น้อย
“มันก็แค่เรื่องล้อเล่นไม่ใช่เหรอภานุ?” ฉันยกยิ้มบางๆ ที่มุมปาก “การที่บริษัทคุณเจ๊ง และบ้านคุณโดนยึด… มันก็เป็นแค่ ‘การรับน้อง’ จากฉันเหมือนกัน ขำๆ น่า อย่าคิดเล็กคิดน้อยสิคะ”
“ลดา! ได้โปรดเถอะ! เห็นแก่ความรักเจ็ดปีของเรา!” ภานุคร่ำครวญกราบแทบเท้า
“ความรักเจ็ดปีของคุณมันตายไปพร้อมกับกลุ่มควันสีขาวในห้องจัดเลี้ยงหลังนั้นแล้ว ภานุ” ฉันพูดเสียงเฉียบขาดก่อนจะก้าวขึ้นรถหรู บอดี้การ์ดปิดประตูใส่หน้าภานุอย่างแรง
รถลีมูซีนแล่นทะยานออกไปสู่ค่ำคืนอันกว้างใหญ่ ทิ้งให้ภานุและเพื่อนสารเลวของเขานั่งคุกเข่าร้องไห้อย่างสิ้นหวังท่ามกลางความมืดมิด พวกเขาต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับการชดใช้หนี้สินมหาศาลและกลายเป็นบุคคลล้มละลาย ส่วนฉัน… ได้รับอิสรภาพและศักดิ์ศรีของตัวเองกลับคืนมา และพร้อมที่จะก้าวไปสู่อนาคตที่เพียบพร้อมและมั่งคั่งอย่างแท้จริง โดยไม่มีวันหันหลังกลับไปมองคนไร้ค่าเหล่านั้นอีกต่อไปชั่วชีวิต.