ลมหายใจที่สะดุดในโถงทางเดินโรงพยาบาล: ความลับที่ซ่อนอยู่หลังใบหย่า และน้ำตาที่ร่วงหล่นเมื่อพบอดีตภรรยาเผชิญความตายเพียงลำพัง

สองเดือนหลังจากการหย่าร้างของเรา ผมได้พบกับอดีตภรรยาของผมนั่งอยู่เพียงลำพังในโถงทางเดินของโรงพยาบาล… และทันทีที่ผมจำเธอได้ บางสิ่งบางอย่างในหัวใจของผมก็เหมือนถูกจุดชนวนและระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ

ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะได้พบเธอในสภาพแบบนั้นอีก

เธอสวมชุดผู้ป่วยสีซีด นั่งอย่างโดดเดี่ยวที่มุมโถงทางเดิน ดวงตาที่ว่างเปล่าของเธอไม่ได้จ้องมองไปที่สิ่งใดเลย เธอดูอ่อนแอ เหนื่อยล้า และแทบจะกลายเป็นคนไร้ตัวตนสำหรับคนที่เดินผ่านไปมา ร่างกายที่เคยมีน้ำมีนวลซูบผอมลงจนผิดหูผิดตา แก้มที่เคยมีสีเลือดฝาดกลายเป็นสีขาวซีดราวกับกระดาษ

ชั่วขณะหนึ่ง… ผมลืมวิธีหายใจไปเลย

ผมชื่อ “ธาม” และผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงหน้าผม ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว คือ “พราว” ผู้หญิงที่ผมเคยใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมาถึงเจ็ดปีเต็ม ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายลงเมื่อสองเดือนก่อน

ย้อนกลับไปในตอนนั้น พราวคือคนที่เดินมาขอหย่ากับผมด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยและเย็นชาที่สุด เธออ้างว่าเธอหมดรักผมแล้ว เธออ้างว่าชีวิตคู่ของเรามันน่าเบื่อ และเธอต้องการอิสระเพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กับสังคมใหม่ๆ ที่ดีกว่า ผมทั้งโกรธ ทั้งเสียใจ และพยายามยื้อเธอไว้ทุกวิถีทาง แต่เธอก็ใจแข็งยิ่งกว่าหินผา เธอเก็บเสื้อผ้าและเดินออกจากบ้านไป ทิ้งให้ผมเซ็นใบหย่าด้วยน้ำตาและความเคียดแค้น ผมพร่ำบอกตัวเองมาตลอดสองเดือนว่า ผมจะลืมผู้หญิงใจร้ายคนนี้ให้ได้

แต่วันนี้ ภาพที่ผมเห็นตรงหน้ากลับพลิกคว่ำความเชื่อทุกอย่างของผมไปจนหมดสิ้น… นี่หรือคือชีวิตใหม่ที่แสนสุขสบายที่เธอต้องการ? นี่หรือคืออิสรภาพที่เธอแลกมาด้วยการทิ้งผมไป?

ผมก้าวเท้าที่หนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว เดินตรงเข้าไปหาเธอ เสียงรองเท้าของผมกระทบพื้นกระเบื้องโรงพยาบาลดังก้อง แต่เธอก็ยังไม่รู้สึกตัว จนกระทั่งผมไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้า และเอ่ยชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ

“พราว…”

เธอสะดุ้งสุดตัว ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมามองผม ดวงตาที่เคยว่างเปล่าเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ ริมฝีปากที่แห้งผากของเธอสั่นระริก มือที่ผอมจนเห็นเส้นเลือดรีบยกขึ้นมาดึงหมวกไหมพรมที่สวมอยู่ให้ปิดลงมาถึงคิ้ว ราวกับต้องการซ่อนความจริงบางอย่างไว้

“ธ-ธาม… คุณมาทำอะไรที่นี่?” เสียงของเธอแหบพร่าและเบาหวิวราวกับเสียงกระซิบ

“ผมพาแม่มาตรวจสุขภาพประจำปี…” ผมตอบ สายตายังคงจับจ้องไปที่สายน้ำเกลือที่เจาะอยู่ที่หลังมือของเธอ และเข็มที่โยงไปสู่ถุงยาเคมีบำบัดที่แขวนอยู่บนเสาข้างๆ “แต่คำถามคือ… คุณมาทำอะไรที่นี่พราว? สภาพแบบนี้มันหมายความว่ายังไง? ไหนคุณบอกว่าคุณไปมีชีวิตใหม่ที่สดใสไง ทำไมคุณถึงมานั่งอยู่ที่นี่… ในชุดผู้ป่วยล่ะ?”

พราวหลบตาผม น้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาในดวงตาคู่สวยที่ผมหลงรัก “ฉัน… ฉันแค่ไม่สบายนิดหน่อย มารับยาเดี๋ยวก็กลับแล้ว คุณไปเถอะธาม อย่ามาสนใจฉันเลย เราหย่ากันแล้วนะ”

เธอพยายามจะลุกขึ้นยืนเพื่อเดินหนี แต่ร่างกายที่อ่อนแอกลับทรยศ ขาของเธอพับลงจนเกือบจะล้มกระแทกพื้น โชคดีที่ผมถลาเข้าไปประคองร่างที่เบาหวิวของเธอไว้ได้ทันในอ้อมแขน

ในจังหวะที่ผมกอดเธอไว้นั้นเอง หมวกไหมพรมบนศีรษะของเธอก็หลุดร่วงลงสู่พื้น… เผยให้เห็นศีรษะที่ไร้เส้นผมอย่างสิ้นเชิง ผมที่เคยยาวสลวยและหอมกรุ่นของเธอหายไปหมดแล้ว

หัวใจของผมเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นบีบคั้นอย่างรุนแรง ผมมองหน้าเธอ น้ำตาของลูกผู้ชายไหลทะลักออกมาอย่างไม่อาจกลั้นไว้ได้อีกต่อไป

“นี่มันเกิดอะไรขึ้นพราว… บอกผมมาเถอะ ได้โปรด อย่าโกหกผมอีกเลย” ผมสะอื้น อ้อนวอนขอความจริง

พราวร้องไห้โฮออกมา ร่างของเธอสั่นเทาอยู่ในอ้อมกอดของผม ความเข้มแข็งจอมปลอมที่เธอพยายามสร้างขึ้นพังทลายลงจนหมดสิ้น เธอกำเสื้อเชิ้ตของผมไว้แน่นและเริ่มเล่าความจริงที่แสนโหดร้ายให้ผมฟัง

“เมื่อสามเดือนก่อน… หมอตรวจพบว่าฉันเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวระยะสุดท้ายค่ะธาม…” เสียงของเธอปนไปด้วยเสียงสะอื้น “ค่ารักษาพยาบาลมันมหาศาลมาก และหมอก็บอกว่าโอกาสรอดของฉันมีน้อยเหลือเกิน… ธามคะ ตอนนั้นบริษัทของคุณกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ คุณกำลังเครียดเรื่องงานแทบตาย ฉันจะเอาโรคร้ายของฉันไปเป็นภาระให้คุณอีกได้ยังไง?”

“คุณก็เลย… ขอหย่ากับผมงั้นเหรอ?” ผมถามด้วยความรู้สึกที่เจ็บปวดร้าวลึกถึงกระดูก

“ฉันไม่อยากให้คุณต้องหมดตัวเพราะค่ารักษาของฉัน ไม่อยากให้คุณต้องมาทนดูฉันผมร่วง ร่างกายซูบผอม และค่อยๆ ตายไปต่อหน้าต่อตา… ฉันอยากให้คุณจดจำพราวที่สวยงามและแข็งแรง พราวที่ยิ้มแย้มและมีความสุข ฉันถึงยอมเล่นบทเป็นผู้หญิงใจร้าย ทิ้งคุณมา เพื่อให้คุณเกลียดฉัน… ถ้าคุณเกลียดฉัน วันที่ฉันตาย คุณก็จะได้ไม่ต้องเจ็บปวดไงคะ”

“ยัยโง่… ยัยผู้หญิงโง่เอ๊ย!”

ผมตวาดเสียงสั่น ล้มตัวลงคุกเข่าบนพื้นโดยที่ยังกอดร่างของเธอไว้แน่น ผมซบหน้าลงกับตักของเธอและร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใครในโถงทางเดินโรงพยาบาลแห่งนั้น

“คุณคิดว่ากระดาษแผ่นเดียวที่เรียกว่าใบหย่า มันจะตัดความรักที่ผมมีให้คุณได้งั้นเหรอ? คุณคิดว่าการที่คุณไล่ผมไป แล้วแอบมานอนรอมัจจุราชอยู่คนเดียวแบบนี้ มันจะทำให้ผมมีความสุขงั้นเหรอ! ทำไมคุณไม่ให้ผมได้ทำหน้าที่สามี… ทำไมไม่ให้ผมได้ดูแลคุณในยามที่คุณเจ็บป่วยที่สุด!”

พราวลูบศีรษะของผมเบาๆ น้ำตาของเธอหยดลงบนแก้มของผม “ฉันขอโทษธาม… ฉันขอโทษ ฉันแค่รักคุณมากเกินไป ฉันกลัว… กลัวว่าฉันจะทิ้งความทรงจำที่เลวร้ายไว้ให้คุณ”

ผมเงยหน้าขึ้น สบตาเธอด้วยความเด็ดเดี่ยว ผมประคองใบหน้าที่ซีดเซียวของเธอขึ้นมาและประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากของเธออย่างทะนุถนอม

“ฟังผมนะพราว… ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ผมจะไม่มีวันปล่อยมือคุณอีก ไม่ว่าคุณจะผมร่วงจนหมดหัว ไม่ว่าร่างกายคุณจะซูบผอมแค่ไหน คุณก็ยังเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในชีวิตผมเสมอ เราจะต่อสู้กับโรคร้ายนี้ไปด้วยกัน ถึงแม้จะต้องขายบ้าน ขายรถ หรือเป็นหนี้ ผมก็จะรักษาคุณให้ได้… และถ้าสวรรค์จะใจร้ายพรากคุณไปจากผมจริงๆ ผมก็จะขอเป็นคนจับมือคุณไว้จนวินาทีสุดท้าย”

พราวมองผมด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความตื้นตันและรักสุดหัวใจ เธอพยักหน้ารับช้าๆ และโผเข้ากอดผมแน่น ราวกับว่าผมคือหลักพึ่งพิงเดียวที่เธอกำลังโหยหามาตลอดหลายเดือนที่ต้องทนสู้กับความโดดเดี่ยว

โถงทางเดินโรงพยาบาลที่เคยมืดมนและหนาวเหน็บ บัดนี้กลับดูสว่างไสวและอบอุ่นขึ้นมาด้วยความรักที่เรามีให้กัน แม้ว่าเราจะหย่ากันไปแล้วทางกฎหมาย แต่ในทางความรู้สึก… เราได้กลับมาแต่งงานกันอีกครั้งด้วยคำสาบานที่ว่า “จะดูแลกันและกัน ไม่ว่าจะยามสุข หรือยามทุกข์ ยามป่วยไข้ หรือยามสบาย จนกว่าความตายจะมาพรากเราจากกัน”

และนั่นคือคำสาบาน… ที่ผมจะรักษามันไว้ด้วยชีวิตของผมเอง.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *