ทว่าเมื่อเข็มนาฬิกาชี้เที่ยงคืน โรงแรมมูลค่า 24 ล้านดอลลาร์และสมบัติทุกชิ้นกลับคืนสู่มือผม!
รอยเปื้อนบนเครื่องแบบแห่งเกียรติยศ
ผมชื่อ “ร้อยเอก ภาคิน” ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ผมอุทิศชีวิตให้กับการปฏิบัติภารกิจรับใช้ชาติอยู่ตามแนวชายแดนที่ห่างไกล ผมเลือกเส้นทางที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและอันตราย แทนที่จะนั่งเสวยสุขบนกองเงินกองทองของครอบครัว
วันนี้เป็นวันสำคัญ… เป็นวันครบรอบการเปิดตัวของ “แกรนด์ ลูเซียน่า” โรงแรมหรูระดับห้าดาวมูลค่ากว่า 24 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 800 ล้านบาท) ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวง ผมเพิ่งเดินทางกลับจากค่ายทหารโดยไม่ได้แวะพัก ผมตัดสินใจสวมเครื่องแบบทหารเต็มยศที่แม้จะไม่ได้ใหม่เอี่ยม แต่ก็ประดับไปด้วยเหรียญกล้าหาญ เดินทางไปร่วมงานเลี้ยงฉลองของครอบครัว ด้วยความหวังลึกๆ ว่า “เจ้าสัวอนันต์” พ่อบังเกิดเกล้าของผม จะรู้สึกภูมิใจในตัวลูกชายคนนี้บ้าง
แต่ผมคิดผิด… สังคมจอมปลอมไม่เคยมองเห็นคุณค่าของเกียรติยศ หากมันไม่ได้ถูกห่อหุ้มด้วยแบรนด์เนมราคาแพง
เมื่อผมก้าวเข้าไปในห้องบอลรูมที่ประดับประดาด้วยแชนเดอเลียร์คริสตัล แขกเหรื่อในชุดสูททักซิโด้และชุดราตรีหรูหราต่างพากันหยุดชะงักและหันมามองผมด้วยสายตาเหยียดหยาม เสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นรอบทิศทาง ราวกับผมเป็นตัวประหลาดที่หลงเข้ามาในดินแดนของเทพเจ้า
การขับไล่ที่ไร้หัวใจ
ไม่กี่อึดใจ “คุณหญิงดาริกา” แม่เลี้ยงของผม ผู้หญิงที่ก้าวเข้ามาสวมรอยแทนแม่แท้ๆ ของผมที่ล่วงลับไป ก็เดินแหวกฝูงชนเข้ามาหาผมด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยวไปด้วยความรังเกียจ
“นี่แกแต่งตัวบ้าอะไรมางานของฉัน ภาคิน!” ดาริกาตวาดเสียงแหลม “ที่นี่คืองานกาล่าระดับประเทศนะ ไม่ใช่โรงอาหารในค่ายทหารโคลนตมของแก! แกกำลังทำให้ตระกูลของเราและพ่อของแกต้องอับอายขายหน้า!”
ผมพยายามรักษาสติและเอ่ยตอบอย่างสุภาพ “นี่คือเครื่องแบบแห่งความภาคภูมิใจของผมครับคุณดาริกา ผมเพิ่งกลับจากการฝึกและอยากมาร่วมแสดงความยินดีกับพ่อ…”
ผมหันไปมองเจ้าสัวอนันต์ พ่อแท้ๆ ของผมที่ยืนอยู่ไม่ไกล ผมหวังจะได้เห็นแววตาแห่งความเข้าใจจากเขา แต่สิ่งที่ผมได้รับกลับเป็นเพียงการเบือนหน้าหนี พ่อทำทีเป็นยกแก้วแชมเปญขึ้นจิบและทำตัวราวกับผมไม่มีตัวตน เขาขี้ขลาดเกินกว่าจะขัดใจภรรยาใหม่และรักษาหน้าตาในสังคมของตัวเอง
“รปภ.! มาลากตัวผู้ชายคนนี้ออกไปเดี๋ยวนี้!” ดาริกาออกคำสั่งเสียงกร้าว “อย่าให้ความซอมซ่อของมันมาเป็นเสนียดโรงแรม 24 ล้านดอลลาร์ของฉัน! ไสหัวกลับไปคลุกฝุ่นในที่ของแกซะ!”
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตัวใหญ่สองคนเดินเข้ามาประกบผม แม้ผมจะสามารถคว่ำพวกเขาได้ภายในสามวินาที แต่ผมเลือกที่จะไม่ใช้กำลัง ผมปัดมือพวกเขาออก จัดระเบียบเครื่องแบบของตัวเองให้สง่างาม มองหน้าพ่อเป็นครั้งสุดท้ายด้วยสายตาที่ว่างเปล่า แล้วหมุนตัวเดินออกจากงานไปท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะของแม่เลี้ยงและแขกเหรื่อ
ความลับแห่งพินัยกรรมเที่ยงคืน
ผมเดินออกมาหยุดอยู่ที่ลานน้ำพุหน้าโรงแรม สายลมหนาวพัดมากระทบใบหน้า แต่หัวใจของผมกลับนิ่งสงบ ผมยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา… 11:45 น.
พวกเขาคงกำลังฉลองชัยชนะและหลงระเริงกับสมบัติที่คิดว่าเป็นของตัวเอง โดยไม่เคยล่วงรู้ความจริงที่ถูกปิดบังมาตลอดสิบปี
โรงแรมแกรนด์ ลูเซียน่า และทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูล ไม่ใช่ของเจ้าสัวอนันต์ และยิ่งไม่ใช่ของคุณหญิงดาริกา แท้จริงแล้วมันคือมรดกตกทอดจาก “คุณหญิงลลิตา” แม่แท้ๆ ของผม ผู้ก่อตั้งอาณาจักรแห่งนี้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของเธอเอง
ก่อนที่แม่จะจากไป ท่านรู้ดีว่าพ่อเป็นคนหูเบาและหลงใหลในเปลือกนอก ท่านจึงทำพินัยกรรมและตั้งกองทุนทรัสต์แบบพิเศษเอาไว้ โดยมอบสิทธิ์ให้พ่อเป็นเพียง “ผู้จัดการมรดกชั่วคราว” เท่านั้น
เงื่อนไขในพินัยกรรมระบุไว้อย่างชัดเจนว่า: เมื่อใดก็ตามที่ภาคิน ทายาทเพียงคนเดียว มีอายุครบ 28 ปีบริบูรณ์ กรรมสิทธิ์ในโรงแรมมูลค่า 24 ล้านดอลลาร์ รวมถึงทรัพย์สิน หุ้น และเงินสดทั้งหมด จะถูกโอนกลับมาเป็นชื่อของร้อยเอกภาคินโดยสมบูรณ์ และมีผลบังคับใช้ในทันที
และวันนี้… คือวันเกิดครบรอบ 28 ปีของผม เข็มนาฬิกากำลังเดินหน้าเข้าสู่วันใหม่
การทวงคืนความยุติธรรม
00:00 น. (เที่ยงคืนตรง)
ขบวนรถตู้สีดำคันหรูสามคันแล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าโรงแรม ทีมทนายความระดับแนวหน้าของประเทศห้าคน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่บังคับคดี เดินลงมาจากรถและโค้งคำนับให้ผมอย่างนอบน้อม
“ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วครับท่านประธานภาคิน” หัวหน้าทนายความเอ่ย “เอกสารการโอนกรรมสิทธิ์มีผลบังคับใช้ตามกฎหมายแล้ว ตอนนี้คุณคือเจ้าของโรงแรมและทรัพย์สินทั้งหมด 100% ครับ”
ผมพยักหน้า “ถึงเวลาไปทำความสะอาดโรงแรมของผมแล้วครับ”
ผมเดินนำทีมกฎหมายกลับเข้าไปในห้องบอลรูมอีกครั้ง ประตูบานใหญ่ถูกเปิดผางออก เสียงดนตรีที่กำลังบรรเลงหยุดชะงัก แขกทุกคนหันมามองผมด้วยความตกตะลึง ดาริกาที่กำลังยืนคุยโอ้อวดอยู่กลางเวทีเบิกตากว้างด้วยความโกรธ
“แกกลับมาทำไมอีก! รปภ. ฉันบอกให้โยนมันทิ้งไปไง!” เธอแผดเสียง
ทนายความของผมก้าวออกมาข้างหน้า พร้อมชูเอกสารที่มีตราครุฑและคำสั่งศาลขึ้นสูง “กรุณาระวังคำพูดด้วยครับคุณดาริกา! ตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนเป็นต้นมา กรรมสิทธิ์ของโรงแรมมูลค่า 24 ล้านดอลลาร์แห่งนี้ รวมถึงบัญชีธนาคารและคฤหาสน์ของตระกูล ได้ถูกโอนกลับไปเป็นชื่อของ ร้อยเอกภาคิน อย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว!”
เสียงฮือฮาดังกระหึ่มขึ้นทั่วห้องบอลรูม เจ้าสัวอนันต์หน้าซีดเผือดราวกับศพ เขารีบวิ่งลงมาจากเวที “ทนาย! หมายความว่ายังไง! พินัยกรรมอะไรกัน!”
“พินัยกรรมที่คุณแม่ทิ้งไว้เพื่อดัดนิสัยคนหูเบาและคนโลภไงครับพ่อ” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดและเย็นเยียบ “สิบปีที่ผ่านมา พ่อปล่อยให้ผู้หญิงคนนี้เสวยสุขบนหยาดเหงื่อของแม่ และปล่อยให้เธอเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของผม วันนี้เวลาของการเป็นปรสิตมันหมดลงแล้ว”
ดาริกาเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้น เครื่องประดับเพชรพลอยบนร่างของเธอดูไร้ค่าไปในพริบตา “ม-ไม่จริง… นี่มันโรงแรมของฉัน! เงินของฉัน!”
ผมเดินเข้าไปหยุดยืนตรงหน้าพวกเขา มองลงมาด้วยสายตาของผู้ที่ผ่านความเป็นความตายในสนามรบมาแล้ว “เครื่องแบบทหารที่คุณดาริกามองว่าต่ำต้อยและเปื้อนฝุ่น คือสัญลักษณ์ของเกียรติยศและความเสียสละ… สิ่งที่คนที่มีแต่ความโลภในใจอย่างคุณจะไม่มีวันเข้าใจ”
ผมหันไปสั่งการเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโรงแรม ซึ่งตอนนี้รับคำสั่งจากผมเพียงผู้เดียว
“เชิญนายอนันต์และอดีตภรรยาของเขาออกจาก ‘โรงแรมของผม’ เดี๋ยวนี้ และอายัดบัตรเครดิตทุกใบที่เป็นชื่อของพวกเขา ปล่อยให้พวกเขาเดินออกไปตัวเปล่า… เหมือนตอนที่พวกเขาเดินเข้ามาเกาะแม่ของผมกิน!”
พ่อพยายามจะคุกเข่าร้องไห้อ้อนวอนขอความเมตตา แต่ผมหันหลังกลับอย่างเด็ดเดี่ยว ไม่มีความใจอ่อนให้กับคนที่เลือกจะหันหลังให้ผมก่อน
ดาริกาและพ่อถูกหิ้วปีกออกไปจากงานเลี้ยงสุดหรูที่พวกเขาเป็นคนจัดขึ้นเอง ท่ามกลางสายตาสมเพชของแขกเหรื่อและสังคมที่พวกเขาเคยเชิดชู
คืนนั้น ผมยืนมองทิวทัศน์ของเมืองหลวงผ่านกระจกบานใหญ่ในห้องสูทผู้บริหาร ผมไม่ได้รู้สึกยินดีกับมูลค่า 24 ล้านดอลลาร์ที่ได้รับคืนมา แต่มันคือความภาคภูมิใจ… ที่ผมสามารถปกป้องเกียรติยศของตัวเอง และทวงคืนความยุติธรรมให้กับแม่ผู้ล่วงลับได้อย่างสมบูรณ์แบบ!