และนั่นคือจุดจบที่ทำให้ฉันลุกขึ้นมาบดขยี้ชีวิตเขาให้พังพินาศ!
เพียะ!
เสียงฝ่ามือหนากระทบลงบนใบหน้าของฉันดังสนั่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันดังจนหูของฉันอื้ออึงและได้ยินเพียงเสียงวิ้งๆ อยู่ในหัว
เขาตบหน้าฉันเป็นครั้งที่สิบสอง… ใช่ ฉันจดจำและนับมันทุกครั้งที่ฝ่ามือนั้นฟาดลงมาบนแก้มของฉัน
จนกระทั่งถึงการตบครั้งที่สิบสอง ฉันก็ไม่รู้สึกถึงแก้มของตัวเองอีกต่อไป
มันไม่ใช่เพราะว่าแก้มของฉันชาจนเลิกเจ็บปวด แต่มันเป็นเพราะความรู้สึกในตอนนั้น… มันเหมือนกับว่าจิตวิญญาณและร่างกายของฉัน ได้หลุดลอยออกจากผิวหนังและตัวตนของตัวเองไปชั่วขณะ
ฉันยืนนิ่ง นัยน์ตาว่างเปล่า มองดูผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “สามี” กำลังยืนหอบหายใจแรงอยู่ตรงหน้า
แววตาของเขาแดงก่ำ เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ร่างกายสั่นเทาไปด้วยความเกรี้ยวกราดราวกับสัตว์ป่าที่คลุ้มคลั่ง
แต่ความจริงที่น่าสมเพชที่สุดก็คือ… เขาไม่ได้โกรธแค้นหรือเกลียดชังอะไรฉันเลยแม้แต่นิดเดียว ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดเลยด้วยซ้ำ
เรื่องราวอันเลวร้ายทั้งหมดนี้ มันเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้เอง
“กวิน” สามีของฉันเพิ่งวางสายโทรศัพท์จากแม่แท้ๆ ของเขา แม่ของกวินเป็นนักธุรกิจหญิงที่ร่ำรวย ทรงอิทธิพล เจ้าระเบียบ และชอบบงการชีวิตลูกชายทุกฝีก้าวตั้งแต่เขายังเด็กจนโต
แม่ของเขาเพิ่งโทรมาด่าทอและดูถูกเหยียดหยามกวินทางโทรศัพท์อย่างรุนแรง เธอต่อว่าเขาว่าเป็นไอ้ขี้แพ้ เป็นผู้บริหารที่ไม่ได้เรื่อง ทำโปรเจกต์ขาดทุนย่อยยับ และขู่ว่าจะตัดเขาออกจากกองมรดกและปลดเขาออกจากตำแหน่งในบริษัท
กวินผู้ซึ่งภายนอกดูเป็นผู้ชายมาดแมนและเย่อหยิ่ง แต่แท้จริงแล้ว เขาไม่เคยกล้าแม้แต่จะเถียงแม่ของตัวเองเลยสักคำ
เขาทำได้เพียงยืนกำโทรศัพท์แน่นจนข้อขาว และตอบรับคำด่าทอเหล่านั้นด้วยเสียงสั่นเครือและขลาดเขลาว่า “ครับแม่… ผมขอโทษครับแม่”
แต่ทันทีที่เขากดวางสาย ความขี้ขลาด ความอัปยศ และปมด้อยที่ถูกกดทับมาตลอดชีวิตของเขาก็ต้องหาที่ระบายออก
และเหยื่อที่ต้องคอยรองรับอารมณ์อันบิดเบี้ยวและพฤติกรรมขี้แพ้ของเขาก็คือฉัน… ภรรยาที่เขามองว่าเป็นเพียงกระสอบทรายที่มีชีวิต เป็นที่รองรับอารมณ์ที่ไม่มีสิทธิ์ตอบโต้
หลังจากตบฉันจนครบสิบสองครั้ง กวินยืนจ้องหน้าฉัน เขากำลังรอคอยปฏิกิริยาเดิมๆ
เขาคาดหวังจะเห็นฉันร้องไห้ฟูมฟาย ทรุดตัวลงไปกอดขาอ้อนวอน และร้องขอความเมตตาทั้งที่ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด เหมือนกับทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา
แต่ครั้งนี้… มันต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
วิญญาณของฉันที่หลุดลอยไปกลับคืนสู่ร่าง ฉันค่อยๆ ยกมือขึ้นเช็ดเลือดที่ซึมออกมาจากมุมปากอย่างเชื่องช้า
ฉันไม่ได้ร้องไห้ ไม่มีน้ำตาไหลออกมาเลยแม้แต่หยดเดียว
ฉันเพียงแค่เงยหน้าขึ้น ยืดหลังตรง และจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขาด้วยสายตาที่ว่างเปล่า เย็นชา และไร้ซึ่งความรักความผูกพันใดๆ อีกต่อไป
สายตาที่เหมือนมองทะลุคนตายของฉัน ทำให้กวินชะงักงัน ร่างกายที่เคยก้าวร้าวของเขาสั่นสะท้านขึ้นมาดื้อๆ
ความกลัวเริ่มเข้ามาแทนที่ความโกรธ เมื่อเขาตระหนักได้ว่า เขาไม่สามารถควบคุมจิตใจของฉันได้อีกต่อไปแล้ว
เขาเริ่มทำตัวไม่ถูก สบถคำหยาบคายออกมาเสียงดังเพื่อกลบเกลื่อนความขี้ขลาดและรุกลี้รุกลน ก่อนจะรีบคว้ากุญแจรถและเดินหนีออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็วราวกับคนขี้ขลาดที่วิ่งหนีความผิด
ทันทีที่เสียงเครื่องยนต์รถของเขาขับพ้นรั้วบ้านไป ฉันรู้ทันทีว่านี่คือฟางเส้นสุดท้าย
ฉันจะไม่อยู่เป็นเหยื่อให้ผู้ชายหน้าตัวเมียคนนี้ทำร้ายอีกต่อไปแล้ว สิบสองฝ่ามือในวันนี้ ได้ฆ่าผู้หญิงที่แสนดีและยอมคนให้ตายจากไปอย่างสมบูรณ์
ฉันเดินขึ้นไปบนห้องนอน ลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ออกมาและเก็บเฉพาะเสื้อผ้าและของใช้ที่จำเป็นเท่านั้น
จากนั้น ฉันก็เดินไปเปิดแล็ปท็อปของกวินที่เขามักจะชะล่าใจไม่เคยล็อกรหัสผ่านทิ้งไว้
เขาไม่เคยรู้เลยว่า ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ฉันไม่ได้โง่ ฉันแอบจ้างนักสืบและรวบรวมหลักฐานความเลวร้ายของกวินไว้อย่างเงียบๆ มาตลอด
ฉันมีทั้งประวัติการแชทที่เขาแอบโอนเงินของบริษัทแม่ไปซื้อคอนโดและรถหรูให้เมียน้อย รวมถึงเอกสารลับที่เขาแอบยักยอกเงินทุนของบริษัทมาฟอกเงินเข้าบัญชีตัวเองเพื่อสร้างภาพลักษณ์จอมปลอมในสังคม
ก่อนหน้านี้ฉันยังลังเลที่จะใช้มัน เพราะฉันยังหวังลึกๆ ว่าเขาจะคิดได้และปรับปรุงตัว… แต่ฝ่ามือทั้งสิบสองครั้งในวันนี้ ได้ทำลายความลังเลของฉันจนหมดสิ้น
ฉันใช้เวลาเพียงสิบห้านาทีในการแนบไฟล์หลักฐานทั้งหมด… แล้วกดส่งตรงไปยังอีเมลส่วนตัวของแม่ของเขา
พร้อมกันนั้น ฉันยังได้แนบสำเนาส่งให้คณะกรรมการบริหารของบริษัททุกคน ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และส่งให้สื่อมวลชนสายธุรกิจอีกสองสามสำนัก
หลังจากกดปุ่ม ‘ส่ง’ และรอจนหน้าจอขึ้นข้อความว่าสำเร็จ ฉันก็ถอดแหวนแต่งงานเพชรเม็ดโตที่ฉันเคยคิดว่ามันมีค่า วางทิ้งไว้บนโต๊ะข้างเตียง
ข้างๆ แหวนวงนั้น ฉันวางใบสำคัญการหย่าที่ฉันแอบให้ทนายเตรียมไว้และเซ็นชื่อของตัวเองรอไว้เรียบร้อยแล้ว
ฉันลากกระเป๋าเดินออกจากบ้านหลังนั้นโดยไม่คิดจะหันกลับไปมองความทรงจำที่เน่าเฟะอีกเลย
อากาศภายนอกที่พัดมากระทบใบหน้าที่มีรอยช้ำ กลับไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกเจ็บปวด แต่มันกลับทำให้ฉันรู้สึกสดชื่น มีชีวิตชีวา และได้รับอิสรภาพอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
สามชั่วโมงต่อมา ในขณะที่ฉันกำลังนั่งจิบกาแฟอย่างสงบอยู่ที่ล็อบบี้ของโรงแรมห้าดาว โทรศัพท์ของฉันก็ดังขึ้นไม่หยุด
ชื่อของ ‘กวิน’ ปรากฏบนหน้าจอพร้อมกับสายเรียกเข้าที่โทรซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นสิบๆ สาย
ฉันกดรับสายอย่างใจเย็น และเปิดลำโพง ปล่อยให้เสียงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งและสิ้นหวังของเขาดังลอดออกมา
“นาริน! เธอทำบ้าอะไรลงไป!! แม่เพิ่งโทรมาด่าฉัน แม่โกรธจนสติแตก แม่ไล่ฉันออกจากบริษัท และสั่งคนมายึดรถกับอายัดบัตรเครดิตทุกใบของฉันหมดแล้ว!”
เสียงของเขาร้องไห้สะอึกสะอื้น ฟังดูน่าสมเพชเหมือนเด็กที่ถูกแย่งของเล่นและไม่มีทางสู้
“ตอนนี้ตำรวจกำลังจะมาคุมตัวฉันไปสอบสวนเรื่องยักยอกทรัพย์! เมียน้อยของฉันก็หนีไปแล้ว! ฉันไม่เหลืออะไรเลยนะนาริน! เธอทำแบบนี้กับฉันได้ยังไง เธอกลับมาหาฉันเดี๋ยวนี้นะ มาช่วยฉันอธิบายกับแม่สิ!”
ฉันนั่งฟังเสียงคร่ำครวญของเขาพร้อมกับยิ้มบางๆ ให้กับหน้าจอโทรศัพท์ น้ำเสียงที่ฉันตอบกลับไปนั้นราบเรียบ นิ่งสงบ และเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง
“ฉันก็แค่ช่วยเหลือคุณไงคะกวิน… ฉันช่วยให้คุณได้ระบายอารมณ์และเผชิญหน้ากับแม่ของคุณจริงๆ จังๆ สักที”
“ต่อจากนี้ไป คุณจะได้ไม่ต้องมานั่งตบหน้าผู้หญิงไม่มีทางสู้ เพื่อระบายความขี้ขลาดและความล้มเหลวของตัวเองอีกแล้วนะคะ”
“อ้อ… แล้วอย่าลืมเซ็นใบหย่าที่วางอยู่บนโต๊ะด้วยล่ะ ขอให้โชคดีกับนรกที่คุณเป็นคนสร้างมันขึ้นมาด้วยมือของคุณเองนะ กวิน”
ฉันกดวางสายโดยไม่รอฟังคำตอบรับ และกดบล็อกเบอร์ของเขาทันที รวมถึงบล็อกทุกช่องทางการติดต่อ
รอยช้ำบนแก้มของฉันอาจจะต้องใช้เวลาอีกหลายวันกว่ามันจะจางหายไป… แต่บาดแผลในใจของฉัน มันได้ถูกรักษาจนหายสนิทและได้รับการปลดปล่อยแล้วในวันนี้
ฉันลุกขึ้นยืน สูดลมหายใจเข้าลึกๆ และก้าวเดินต่อไปข้างหน้าอย่างสง่างาม มุ่งหน้าสู่ชีวิตใหม่ที่สว่างไสว… ชีวิตที่ฉันจะไม่มีวันยอมก้มหัวให้ใคร หรือยอมให้ใครหน้าไหนมาทำร้ายร่างกายและจิตใจของฉันได้อีกตลอดกาล