ฉันได้รับมรดก 35 ล้านดอลลาร์จากพ่อ แต่ยังไม่ทันได้ฉลอง ทนายกลับบอกความลับสุดช็อกว่า

“คุณหย่าขาดกับสามีมา 2 เดือนแล้ว!” และนี่คือการเอาคืนที่สาสมที่สุด!

บรรยากาศในห้องทำงานที่หรูหราของทนายความเต็มไปด้วยความเงียบสงบ มีเพียงเสียงกระดาษที่ถูกพลิกไปมาอย่างระมัดระวัง ฉันนั่งอยู่บนเก้าอี้หนังสีดำ ฝ่ามือทั้งสองข้างบีบเข้าหากันแน่นด้วยความตื่นเต้นและโศกเศร้าที่ปะปนกัน คุณพ่อของฉันเพิ่งจากไปได้ไม่นาน ทิ้งไว้เพียงความทรงจำและพินัยกรรมที่ฉันถูกเรียกมารับฟังในวันนี้ ทนายวิรัช ชายวัยกลางคนผู้สวมแว่นตากรอบทองเงยหน้าขึ้นมองฉันพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้หัวใจของฉันแทบหยุดเต้น เขาบอกว่าคุณพ่อได้ทิ้งมรดกเป็นเงินสด หุ้น และอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ รวมมูลค่ากว่า 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยก็ทะลุพันล้านบาท! ฉันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา คุณพ่อมักจะทำตัวสมถะและมีข่าวลือในวงการธุรกิจว่าบริษัทของท่านกำลังขาดทุนอย่างหนักจนใกล้จะล้มละลาย ฉันไม่เคยรู้เลยว่านั่นเป็นเพียงฉากบังหน้าเพื่อปกป้องทรัพย์สมบัติที่แท้จริงจากการถูกคนจ้องหาผลประโยชน์

ทันทีที่ตั้งสติได้ ความคิดแรกที่แล่นเข้ามาในหัวของฉันคือการโทรหา “กวิน” สามีที่แต่งงานกันมา 5 ปี ฉันอยากแบ่งปันข่าวดีนี้กับเขา อยากฉลองให้กับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ไม่มีวันลำบากอีกต่อไป ฉันล้วงโทรศัพท์ออกจากกระเป๋า แต่ยังไม่ทันที่จะกดโทรออก ทนายวิรัชก็ขมวดคิ้วจ้องมองข้อมูลในหน้าจอแล็ปท็อปของเขา ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของฉันพังทลายลงในพริบตา “คุณผู้หญิงครับ… ก่อนที่เราจะดำเนินการโอนทรัพย์สิน ผมต้องขอแจ้งให้ทราบว่ามรดกทั้งหมดนี้จะเป็นสินส่วนตัวของคุณแต่เพียงผู้เดียว เพราะตามระบบทะเบียนราษฎร์แล้ว คุณได้หย่าขาดตามกฎหมายมาเป็นเวลา 2 เดือนแล้วครับ…”

คำพูดนั้นเหมือนฟ้าผ่าลงกลางใจ ฉันอ้าปากค้าง นิ่งงันไปชั่วขณะ “หย่า? คุณทนายพูดเรื่องอะไรคะ? ฉันกับกวินเรายังอยู่บ้านเดียวกัน นอนเตียงเดียวกันเมื่อคืนนี้เองนะคะ!” ทนายวิรัชถอนหายใจและหันหน้าจอแล็ปท็อปมาให้ฉันดู มันคือภาพสแกนใบสำคัญการหย่าที่มีลายเซ็นของฉันประทับอยู่อย่างชัดเจน สมองของฉันประมวลผลอย่างหนัก ก่อนที่ความทรงจำเมื่อสองเดือนก่อนจะฉายชัดขึ้นมา วันนั้นกวินเอาเอกสารปึกใหญ่มาให้ฉันเซ็น เขาอ้างว่าเป็นเอกสารค้ำประกันการกู้ยืมเงินเพื่อทำธุรกิจของเขา และด้วยความเชื่อใจ ฉันจึงเซ็นมันไปโดยไม่ได้อ่านรายละเอียดทุกหน้าอย่างถี่ถ้วน ฉันถูกหลอก… ผู้ชายที่ฉันรักและไว้ใจที่สุด แอบทำเรื่องหย่าโดยที่ฉันไม่รู้ตัว! แต่ทำไมล่ะ? ทนายวิรัชให้ข้อสันนิษฐานที่ทำให้ฉันตาสว่าง กวินคงเชื่อข่าวลือเรื่องที่พ่อของฉันกำลังล้มละลายและมีหนี้สินมหาศาล เขาเป็นคนเห็นแก่ตัวที่กลัวว่าจะต้องมารับผิดชอบหนี้สินเหล่านั้น จึงรีบชิงตัดหางปล่อยวัดฉันทางกฎหมายอย่างเงียบๆ เพื่อปกป้องทรัพย์สินของตัวเอง แต่เขายังคงแสร้งทำเป็นสามีที่ดีอยู่บ้านเดียวกับฉัน เพื่อรอเวลาที่พ่อของฉันตายและเตรียมจะไล่ฉันออกจากบ้านในตอนที่ฉันไม่เหลืออะไรเลย

แทนที่ฉันจะร้องไห้ฟูมฟาย ฉันกลับรู้สึกถึงความเย็นชาที่ก่อตัวขึ้นในหัวใจ ฉันขอร้องให้ทนายวิรัชเก็บเรื่องมรดก 35 ล้านดอลลาร์นี้ไว้เป็นความลับสุดยอด จัดการเอกสารทุกอย่างเงียบๆ แล้วฉันก็ขับรถกลับบ้านพร้อมกับรอยยิ้มที่เคลือบยาพิษ เมื่อไปถึงบ้าน กวินกำลังนั่งไขว่ห้างดูทีวีอย่างสบายใจ เขาหันมามองฉันด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม มันไม่มีความรักความห่วงใยเหลืออยู่อีกแล้ว มีเพียงความเย็นชาและรำคาญใจ ทันทีที่ฉันวางกระเป๋าลง กวินก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง “นรินทร์ พ่อคุณตายไปแล้ว บริษัทก็คงล้มละลายโดนยึดหมด ผมไม่อยากจะอ้อมค้อมนะ เราเลิกกันเถอะ ผมทนอยู่กับผู้หญิงที่กำลังจะกลายเป็นคนล้มละลายและมีหนี้สินท่วมตัวไม่ไหวหรอก อ้อ… และคุณไม่ต้องมาเรียกร้องขอแบ่งสมบัติอะไรจากผมนะ เพราะจริงๆ แล้วเราหย่ากันตามกฎหมายมาได้ 2 เดือนแล้ว เอกสารที่คุณเซ็นวันนั้นไงล่ะ ผมถือว่าผมฉลาดที่ป้องกันตัวเองไว้ก่อน”

ทันใดนั้น ประตูบ้านก็เปิดออก ผู้หญิงสาวสวยแต่งตัวเซ็กซี่เดินนวยนาดเข้ามาควงแขนกวิน เธอคือเลขาของเขาเอง กวินยิ้มเยาะและชี้หน้าฉัน “เก็บข้าวของของคุณแล้วไสหัวออกไปจากบ้านของผมซะ ตอนนี้บ้านหลังนี้เป็นชื่อของผมคนเดียว และผมกำลังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่กับคนที่คู่ควร” ฉันมองดูชายที่เคยได้ชื่อว่าเป็นสามี และผู้หญิงหน้าด้านที่แย่งของคนอื่นด้วยสายตาเวทนา ฉันไม่ได้โวยวาย ไม่ได้กรีดร้อง แต่ฉันกลับหัวเราะออกมาเบาๆ จนกวินขมวดคิ้วด้วยความสับสน “คุณหัวเราะบ้าอะไร นรินทร์? ช็อกจนสติแตกไปแล้วหรือไง?”

ฉันเดินเข้าไปใกล้เขา จ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่เฉียบขาด “ฉันไม่ได้สติแตกหรอกกวิน ฉันแค่กำลังหัวเราะให้กับความโง่เขลาของคุณต่างหาก คุณคิดจริงๆ เหรอว่าพ่อของฉันล้มละลาย? ข่าวลือนั่นมันก็แค่บททดสอบที่พ่อสร้างขึ้นมาเพื่อดูธาตุแท้ของปลิงที่เกาะกินครอบครัวเรา ซึ่งมันก็ได้ผลดีเยี่ยม… พ่อของฉันไม่ได้ทิ้งหนี้สินไว้ให้ฉันแม้แต่สตางค์เดียว แต่ท่านเพิ่งทิ้งมรดกเป็นเงินสดและหุ้นมูลค่า 35 ล้านดอลลาร์ หรือกว่าพันล้านบาทไว้ให้ฉันต่างหาก!”

กวินและเมียน้อยของเขาเบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกมาจากเบ้า หน้าของกวินซีดเผือดราวกับกระดาษ “มะ… ไม่จริง คุณโกหก! ทนายของพ่อคุณเพิ่งประกาศล้มละลายไปนี่!” ฉันหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมา เปิดแอปพลิเคชันธนาคารและเอกสารยืนยันจากทนายวิรัชที่เพิ่งส่งเข้าอีเมล โชว์ตัวเลขหลักพันล้านให้เขาดูเต็มสองตา ขาของกวินสั่นเทา เขาทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าฉันแทบจะในทันที ความหยิ่งผยองเมื่อครู่นี้หายวับไปราวกับสับสวิตช์ “นรินทร์… ที่รัก ผมขอโทษ! ผมถูกผู้หญิงคนนี้หลอก! ผมไม่ได้ตั้งใจจะหย่ากับคุณนะ เรากลับมาจดทะเบียนกันใหม่เถอะนะ ผมยังรักคุณอยู่!” กวินพยายามจะคว้าขาของฉัน แต่ฉันก้าวถอยหลังอย่างขยะแขยง เมียน้อยของเขายืนอ้าปากค้าง ทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นชายที่ตัวเองหวังจะเกาะกิน กำลังคลานเป็นหมาหอบฟางขอร้องอดีตภรรยา

“จำคำพูดของคุณไว้ให้ดีนะกวิน… คุณบอกเองว่าคุณป้องกันตัวเองไว้แล้ว และบ้านหลังนี้ก็เป็นของคุณ” ฉันยิ้มอย่างเยือกเย็น “งั้นก็เชิญกอดบ้านเก่าๆ โทรมๆ หลังนี้เอาไว้ให้แน่นๆ เถอะ เพราะฉันกำลังจะย้ายไปอยู่คฤหาสน์ที่ยุโรป ขอบคุณนะที่แอบหลอกให้ฉันเซ็นใบหย่าอย่างสมบูรณ์แบบ มันทำให้ฉันไม่ต้องแบ่งมรดกพันล้านนี้ให้ผู้ชายเฮงซวยอย่างคุณแม้แต่สตางค์แดงเดียว!”

ฉันหันหลังเดินออกจากบ้านหลังนั้นโดยไม่หันกลับไปมองอีกเลย เสียงตะโกนอ้อนวอนและเสียงทะเลาะตบตีกันระหว่างกวินกับเมียน้อยดังไล่หลังมา แต่มันกลับเป็นเหมือนเสียงดนตรีบรรเลงที่ไพเราะที่สุดในชีวิตของฉัน ฉันก้าวขึ้นรถหรูที่ทนายส่งมารับ สูดหายใจรับความอิสระและกลิ่นอายของความร่ำรวยที่กำลังรอฉันอยู่ มรดกของพ่อไม่เพียงแต่ให้ชีวิตใหม่กับฉัน แต่มันยังช่วยคัดกรองขยะเปียกออกจากชีวิตฉันได้อย่างหมดจดและสะใจที่สุด!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *