ตลอดสามปีที่ฉันใช้ชีวิตเป็นแม่ม่ายเลี้ยงลูกเพียงลำพัง…

จนกระทั่งบนเที่ยวบินหนึ่ง ลูกชายวัย 9 ขวบชี้ไปที่คนแปลกหน้าแล้วกระซิบคำที่ทำให้ฉันขนลุกซู่: “แม่ครับ นั่นคือพ่อ”

I. สามปีแห่งความสูญเสียและน้ำตา

สามปีที่แล้ว โลกทั้งใบของฉันพังทลายลงเมื่อได้รับสายโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่ตำรวจกลางดึก พวกเขาบอกว่า “กวิน” สามีของฉันประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ รถของเขาพุ่งชนกำแพงกั้นและเกิดเพลิงไหม้อย่างรุนแรง ร่างกายของเขาถูกเผาจนจำหน้าไม่ได้ สิ่งเดียวที่ใช้ยืนยันตัวตนคือนาฬิกาข้อมือสลักชื่อและแหวนแต่งงานของเราที่ตกอยู่ในซากรถ

ตั้งแต่วันนั้น ฉันกลายเป็นหญิงม่ายที่ต้องเลี้ยงดู “น้องนนท์” ลูกชายวัย 6 ขวบ (ในตอนนั้น) เพียงลำพัง ฉันต้องทำงานควบสองกะ ร้องไห้เงียบๆ ในห้องน้ำทุกคืนเพื่อไม่ให้ลูกเห็นความอ่อนแอ ฉันพาเด็กชายที่สูญเสียพ่อไปวางดอกไม้หน้าเถ้ากระดูกทุกวันครบรอบวันตาย พวกเรากอดกันร้องไห้และพยายามก้าวเดินต่อไปด้วยความทรงจำที่แสนเจ็บปวด

II. การพบกันบนความสูง 30,000 ฟุต

เพื่อเป็นการฉลองวันเกิดครบ 9 ขวบของน้องนนท์ ฉันเก็บเงินซื้อตั๋วเครื่องบินพาเขาไปเที่ยวต่างประเทศเป็นครั้งแรกในชีวิต เรานั่งอยู่แถวหน้าสุดของชั้นประหยัด (Economy Class) ซึ่งมีผ้าม่านกั้นระหว่างเรากับชั้นธุรกิจ (Business Class)

กลางดึกขณะที่ผู้โดยสารส่วนใหญ่หลับใหล น้องนนท์เดินกลับมาจากห้องน้ำ แต่แทนที่เขาจะกลับมานั่งที่ ลูกชายของฉันกลับยืนนิ่งอยู่ตรงช่องว่างของผ้าม่านที่เปิดแง้มไว้เพียงเล็กน้อย ร่างกายของเด็กน้อยสั่นเทา ใบหน้าซีดเผือดราวกับเห็นผี

ฉันรีบเดินเข้าไปหา จับไหล่เขาเบาๆ “นนท์ เป็นอะไรลูก? ปวดท้องเหรอ?”

น้องนนท์ค่อยๆ หันหน้ามาหาฉัน ดวงตาของเขาเบิกกว้าง น้ำตาคลอเบ้า เขาชี้มือสั่นๆ เข้าไปในโซนชั้นธุรกิจ ก่อนจะกระซิบคำที่ทำให้เลือดในกายของฉันเย็นเฉียบ: “แม่ครับ… นั่นคือพ่อ”

III. คนแปลกหน้าที่คุ้นเคย

“ลูกคงตาฝาดแล้ว พ่อไม่อยู่กับเราแล้วนะลูก” ฉันพยายามลูบหัวเขาและอธิบายด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ฉันคิดว่าลูกคงคิดถึงพ่อมากจนสร้างภาพหลอน

“ไม่จริงแม่! พ่อจริงๆ! พ่อนั่งอยู่ตรงนั้น!” นนท์ดึงดัน เสียงของเขาเริ่มดังขึ้นจนฉันต้องรีบจับมือเขาแล้วชะโงกหน้ามองผ่านรอยแยกของผ้าม่านเพื่อพิสูจน์ให้ลูกเห็นว่าเขาคิดไปเอง

แต่เมื่อสายตาของฉันเพ่งมองไปยังที่นั่งผู้โดยสารชั้นธุรกิจแถวที่สอง… หัวใจของฉันก็หยุดเต้น

ชายคนหนึ่งสวมสูทราคาแพง กำลังนั่งจิบไวน์และหัวเราะหยอกล้อกับหญิงสาวไฮโซที่สวมเครื่องเพชรระยิบระยับอยู่ข้างๆ แม้ทรงผมของเขาจะเปลี่ยนไป แม้เขาจะดูภูมิฐานขึ้น แต่โครงหน้า จมูก และที่สำคัญที่สุด… รอยแผลเป็นเล็กๆ ใต้ติ่งหูซ้าย นั่นคือรอยแผลที่เขาโดนกิ่งไม้เกี่ยวตอนที่เราไปเที่ยวภูเขาด้วยกันเมื่อห้าปีก่อน!

ฉันไม่ได้ตาฝาด นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ นั่นคือ “กวิน” สามีของฉันที่ตายไปแล้วเมื่อสามปีก่อน!

IV. ความจริงที่น่ารังเกียจ

ฉันไม่สามารถควบคุมสติได้อีกต่อไป ฉันแหวกผ้าม่านออกและเดินตรงเข้าไปหาเขาทันที

“กวิน…” ฉันเรียกชื่อเขาเสียงสั่น

ชายคนนั้นชะงัก รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาหายไปทันทีเมื่อเห็นหน้าฉัน ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด แต่เพียงเสี้ยววินาที เขาก็รีบปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉย

“ขอโทษนะครับ คุณผู้หญิง คุณจำคนผิดแล้ว ผมชื่อ ‘ธาม’ ไม่ใช่กวินครับ” เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชาและไร้เยื่อใย

หญิงไฮโซข้างๆ เขาขมวดคิ้ว “ใครคะธาม? คนบ้าที่ไหนเนี่ย?” “ผมก็ไม่ทราบครับที่รัก คงเป็นคนเสียสติ” เขายิ้มให้ผู้หญิงคนนั้น ก่อนจะหันไปกดปุ่มเรียกพนักงานต้อนรับ “แอร์โฮสเตสครับ! รบกวนพาผู้หญิงคนนี้กลับไปชั้นประหยัดด้วยครับ เธอรบกวนเวลาพักผ่อนของผม”

ฉันยืนตัวสั่นด้วยความโกรธ ฉันอาจจะเชื่อว่าเขาเป็นแค่คนหน้าเหมือน ถ้าฉันไม่ได้สังเกตเห็นมือที่วางอยู่บนที่พักแขน… เขากำลัง เคาะนิ้วชี้กับนิ้วกลางสลับกันสองครั้ง ซึ่งเป็นพฤติกรรมติดตัวเวลาที่กวินกำลังโกหกหรือประหม่า!

ฉันถอยหลังกลับมาที่นั่งของตัวเอง กอดน้องนนท์ไว้แน่น สมองของฉันประมวลผลอย่างรวดเร็ว กวินไม่ได้ตาย เขาแกล้งตาย! เขาสร้างอุบัติเหตุปลอม ทิ้งให้ฉันกับลูกเผชิญกับหนี้สินและความโศกเศร้า เพื่อที่เขาจะได้รับเงินประกันชีวิต และเปลี่ยนชื่อใหม่เพื่อไปแต่งงานกับทายาทมหาเศรษฐี! เขาขยะแขยงชีวิตที่ยากจนกับเรา จนถึงขั้นสร้างเรื่องหลอกลวงระดับนี้!

V. การเอาคืนของแม่ที่ถูกหักหลัง

แทนที่ฉันจะร้องไห้ฟูมฟายและโวยวายให้เสียเกียรติ ฉันเลือกที่จะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาและเชื่อมต่อ Wi-Fi ของเครื่องบิน

ฉันค้นหาชื่อบริษัทของหญิงสาวไฮโซคนนั้นจนเจอข้อมูลติดต่อ ฉันเข้าไปในอีเมล พิมพ์ข้อความถึงฝ่ายกฎหมายและครอบครัวของผู้หญิงคนนั้น พร้อมแนบรูปถ่ายทะเบียนสมรส รูปถ่ายของกวิน และที่สำคัญที่สุด… รูปใบมรณบัตรและบันทึกรอยแผลเป็นที่ตรงกันทุกประการ

“ผู้ชายที่ลูกสาวของคุณกำลังจะแต่งงานด้วย คือคนลวงโลกที่แกล้งตายเพื่อหลบหนีครอบครัวและฉ้อโกงเงินประกัน” ฉันพิมพ์ข้อความนั้นแล้วกดส่ง

เมื่อเครื่องบินแล่นลงจอดที่สนามบินปลายทาง ฉันจูงมือน้องนนท์เดินออกมาอย่างใจเย็น

ที่หน้าประตูทางออก (Gate) ไม่ได้มีแค่คนขับรถลีมูซีนมารอรับชายลวงโลกคนนั้น… แต่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และบอดี้การ์ดของครอบครัวหญิงไฮโซยืนรออยู่

หญิงสาวไฮโซมองดูรูปในโทรศัพท์มือถือของตัวเองที่พ่อเธอเพิ่งส่งมาให้ ก่อนจะหันไปตบหน้า “ธาม” อย่างแรงจนล้มลงไปกองกับพื้น!

“ไอ้สิบแปดมงกุฎ! แกหลอกฉัน! แกมีลูกมีเมียแล้วแถมยังแกล้งตายอีก!” เธอตะโกนด่าทอท่ามกลางสายตาคนนับร้อย

เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมตัวเขาทันทีในข้อหาปลอมแปลงเอกสารราชการและฉ้อโกงเงินประกัน กวินเงยหน้าขึ้นมามองเห็นฉันกับน้องนนท์ที่กำลังยืนมองเหตุการณ์อยู่ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวัง เขากำลังจะอ้าปากขอความช่วยเหลือ

ฉันยกมือขึ้นปิดตาลูกชาย คลี่ยิ้มที่เย็นชาที่สุดส่งไปให้เขา แล้วขยับริมฝีปากพูดโดยไม่มีเสียงว่า: “ลาก่อน… คนตาย”

ฉันจูงมือลูกชายเดินหันหลังก้าวออกจากสนามบินไปสู่อากาศที่สดใส โดยไม่หันกลับไปมองเศษซากความพินาศของชายที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นอดีตสามีอีกเลย ชีวิตของฉันและลูกต่อจากนี้ จะไม่มีเงาของคนทรยศมาทำให้มืดมนอีกต่อไป.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *