เหลือเพียงซองเอกสารสีน้ำตาลที่บดขยี้ทุกอย่างที่ผมคิดว่าตัวเองมี!
I. ความหลงระเริงและคำโกหกที่หอมหวาน
ผมชื่อ “กวิน” ผู้บริหารหนุ่มอนาคตไกลที่ใครๆ ต่างก็อิจฉา ผมมี “พราว” ภรรยาที่เพียบพร้อมและลูกสาวแรกเกิดวัยเพียงหนึ่งเดือนรออยู่ที่คฤหาสน์หลังงาม แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็มี “อลิซ” หญิงสาววัยยี่สิบสี่ปีที่เต็มไปด้วยความสดใส เย้ายวน และรู้จักวิธีเอาใจที่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นราชาผู้ยิ่งใหญ่
วันนั้นผมอ้างกับพราวว่ามีประชุมบอร์ดบริหารระดับสูงและต้องรับรองลูกค้าจากยุโรปจนดึก แต่ความเป็นจริงคือ ผมเดินจับมืออลิซอยู่ในห้างสรรพสินค้าที่หรูหราที่สุดใจกลางกรุงเทพฯ ผมรูดบัตรเครดิตองค์กรระดับแบล็คการ์ด ซื้อกระเป๋าแอร์เมสเคลลี่ราคาหลายแสน นาฬิกาฝังเพชร และสร้อยข้อมือคาร์เทียร์ให้เธอ ทุกครั้งที่ผมรูดบัตร อลิซจะหอมแก้มและกระซิบคำหวานที่ทำให้สติสัมปชัญญะของผมหลุดลอย
ระหว่างที่ผมกำลังรอพนักงานห่อของขวัญ โทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อก็สั่นเตือนไม่หยุด มันเป็นข้อความจากพราว: “กวิน วันนี้กลับเร็วหน่อยได้ไหมคะ? ลูกตัวร้อนมาก ร้องไห้ไม่หยุดเลย พราวอุ้มจนปวดหลังไปหมดแล้ว พราวต้องการคุณนะ”
ผมขมวดคิ้วด้วยความรำคาญใจ ผมบอกตัวเองว่าพราวมีแม่บ้านคอยช่วยอยู่แล้ว อาการไข้ของเด็กทารกเป็นเรื่องปกติ ผมตอบกลับไปสั้นๆ ว่า “ผมติดประชุมสำคัญมาก ไว้คุยกันนะ” แล้วกดปิดเครื่องหนีไปทันที ผมไม่อยากให้เสียงร้องไห้ของลูกหรือความเหนื่อยล้าของภรรยามาขัดจังหวะความสุขในโลกส่วนตัวของผมกับอลิซ
II. คฤหาสน์ที่ไร้เงาและเสียงสะท้อนแห่งความว่างเปล่า
เวลาเกือบเที่ยงคืน ผมขับรถปอร์เช่คาเยนน์กลับมาถึงบ้าน ผมจอดรถ ดึงเนคไทให้หลวมเล็กน้อย ฉีดสเปรย์ดับกลิ่นน้ำหอมผู้หญิง และซ้อมตีหน้าเคร่งเครียดเพื่อเตรียมเล่าเรื่องโกหกเกี่ยวกับความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน
แต่เมื่อผมไขกุญแจและผลักบานประตูไม้โอ๊คบานใหญ่เข้าไป สิ่งแรกที่ปะทะหน้าผมคือความเย็นยะเยือกและความมืดมิดที่ผิดปกติ “พราว? ผมกลับมาแล้วนะ ลูกหลับหรือยัง?” ผมตะโกนเรียก แต่สิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงเสียงสะท้อนของตัวเอง
ผมเอื้อมมือไปเปิดสวิตช์ไฟหลักของบ้าน แล้วหัวใจของผมก็กระตุกวูบจนแทบหยุดเต้น… ห้องโถงรับแขกที่เคยตกแต่งอย่างหรูหราด้วยเฟอร์นิเจอร์นำเข้า ว่างเปล่าอย่างสมบูรณ์ โซฟาหนังแท้จากอิตาลีหายไป ทีวีจอแบนขนาด 85 นิ้วหายไป พรมทอมือจากเปอร์เซียหายไป แม้แต่กรอบรูปแต่งงานขนาดใหญ่ที่เคยแขวนอยู่กลางผนังก็หายไป เหลือเพียงรอยฝุ่นจางๆ เป็นรูปสี่เหลี่ยม
ผมเริ่มตื่นตระหนก ผมวิ่งขึ้นบันไดไปที่ชั้นสอง ขาของผมสั่นจนแทบจะก้าวไม่ออก ผมเปิดประตูห้องนอนเด็กทารก… ไม่มีเปลไม้ ไม่มีตู้เสื้อผ้าเด็ก ไม่มีโมบายแขวน ไม่มีกลิ่นแป้งเด็ก ทุกอย่างถูกเก็บกวาดจนสะอาดเอี่ยมราวกับห้องนี้ไม่เคยมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่
III. ซองเอกสารสีน้ำตาลกลางห้องนอน
ผมพุ่งตัวไปที่ห้องนอนใหญ่ของเรา สภาพในห้องก็ไม่ต่างกัน เตียงนอนคิงไซส์ ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเครื่องแป้ง ทุกอย่างหายวับไปราวกับเวทมนตร์ บ้านทั้งหลังเหลือเพียงกำแพงสีขาวและพื้นไม้โล่งๆ ไม่มีร่องรอยของพราว ไม่มีร่องรอยของลูกสาวที่ผมแทบไม่เคยอุ้ม และไม่มีร่องรอยของความรักที่เราเคยสร้างมาด้วยกัน
ท่ามกลางความว่างเปล่าที่น่าสะพรึงกลัวนั้น สายตาของผมสะดุดเข้ากับสิ่งเดียวที่ถูกทิ้งไว้กลางห้อง… ซองเอกสารสีน้ำตาล (Manila envelope) วางอยู่บนพื้นอย่างโดดเดี่ยว
ผมทรุดตัวลงนั่งกับพื้น เหงื่อเย็นๆ ผุดขึ้นเต็มกรอบหน้า มือของผมสั่นเทาขณะที่ค่อยๆ เอื้อมไปหยิบซองนั้นขึ้นมา ผมภาวนาให้มันเป็นเพียงคำขู่ แต่สิ่งที่ผมค้นพบด้านในกลับเป็นคมมีดที่กรีดลงบนจุดจบของชีวิตผม
IV. การแก้แค้นที่เลือดเย็นของอดีตภรรยา
ผมดึงกระดาษปึกใหญ่ออกมาอ่านใต้แสงไฟที่ริบหรี่
-
เอกสารฉบับแรก: ใบสำคัญการหย่าที่มีลายเซ็นของพราวครบถ้วน พร้อมกับเอกสารทางกฎหมายที่ระบุว่าเธอได้สิทธิ์การเลี้ยงดูลูกแต่เพียงผู้เดียว และผมถูกสั่งห้ามเข้าใกล้พวกเธอเด็ดขาด
-
เอกสารฉบับที่สอง: หนังสือมติที่ประชุมจากคณะกรรมการบริษัท ระบุการ เพิกถอนตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของผมโดยมีผลทันที พร้อมคำสั่งให้อายัดทรัพย์สินของบริษัททั้งหมดที่ผมถือครองอยู่
ผมเบิกตากว้างด้วยความช็อก… ผมหลงระเริงในอำนาจจนลืมไปสนิทว่า บริษัทที่ผมบริหารอยู่ เป็นเงินทุนและหุ้นส่วนใหญ่จากครอบครัวของพราว! ผมคิดมาตลอดว่าผมเก่งกาจ แต่แท้จริงแล้วผมเป็นเพียงพนักงานกินเงินเดือนที่พ่อตาแต่งตั้งขึ้นมาบังหน้า
และเอกสารแผ่นสุดท้าย… คือจดหมายที่เขียนด้วยลายมือของพราว:
“กวิน… ถ้าคุณกำลังอ่านจดหมายฉบับนี้ แปลว่าคุณคงเพิ่งกลับมาจากการช้อปปิ้งอย่างมีความสุขกับอลิซ เมียน้อยของคุณ
คุณคิดว่าฉันเป็นแค่แม่บ้านโง่ๆ ที่วันๆ เอาแต่เลี้ยงลูกและซึมเศร้าหลังคลอดใช่ไหม? คุณคิดผิด ฉันรู้เรื่องของคุณกับเด็กนั่นมาตั้งแต่ตอนที่ฉันท้องได้เจ็ดเดือนแล้ว ฉันจ้างนักสืบเอกชนตามเก็บหลักฐานทุกอย่าง ฉันอดทนอุ้มท้อง คลอดลูกของเราเงียบๆ และทนมองหน้าคนทรยศอย่างคุณทุกวัน เพื่อรอเวลาที่แผนการของฉันจะสมบูรณ์แบบ
บ้านหลังนี้เป็นชื่อของบริษัทพ่อฉัน และเราได้ขายมันให้กับเจ้าของใหม่เรียบร้อยแล้ว เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นฉันบริจาคและขายทิ้งหมด ส่วนรถปอร์เช่ที่คุณขับกลับมา รวมถึงบัตรเครดิตแบล็คการ์ดที่คุณเพิ่งรูดซื้อกระเป๋าให้เมียน้อย… มันเป็นทรัพย์สินของบริษัท และตอนนี้บัตรทุกใบถูกอายัดแล้ว ยอดเงินที่คุณเพิ่งรูดไปจะกลายเป็นหนี้สินส่วนตัวของคุณที่ธนาคารจะตามทวงถึงที่สุด
อ้อ… ฉันไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้น ฉันได้ส่งของขวัญไปให้อลิซด้วย เป็นแฟ้มประวัติหนี้สินของคุณ พร้อมกับข้อความบอกเธอว่า ตอนนี้ ‘ป๋า’ ของเธอตกงาน ล้มละลาย และไม่มีเงินแม้แต่บาทเดียว ลองทายดูสิว่าผู้หญิงที่รักคุณที่ ‘เงิน’ อย่างเธอ จะยังรักคุณอยู่ไหมในคืนนี้?
ไม่ต้องตามหาพวกเรา เพราะคุณจะไม่มีวันได้เห็นหน้าฉันและลูกอีกตลอดชีวิต ขอให้โชคดีกับความว่างเปล่าที่คุณเป็นคนเลือกเอง”
V. จุดจบของคนทรยศและการสูญเสียที่ไม่อาจหวนคืน
ผมรีบล้วงโทรศัพท์ออกมา มือของผมสั่นจนทำโทรศัพท์หล่นกระแทกพื้นหลายครั้ง ผมกดโทรหาอลิซทันทีด้วยความหวังลมๆ แล้งๆ “หมายเลขที่คุณเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้…” ผมเข้าไปดูในแชทไลน์ อลิซบล็อกผมไปแล้ว เธอทิ้งผมทันทีที่รู้ความจริงว่าผมหมดตัว
เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นจากหน้าประตูบ้าน ยามรักษาความปลอดภัยเดินเข้ามาพร้อมกับเจ้าหน้าที่จากธนาคาร “ขอโทษนะครับคุณกวิน ทางเจ้าของใหม่ที่ประมูลบ้านหลังนี้ได้ มีคำสั่งให้เรามาล็อกประตูบ้าน คุณต้องออกจากพื้นที่ภายในสิบห้านาทีนี้ครับ และรถปอร์เช่หน้าบ้าน ทางบริษัทได้ส่งคนมายึดกุญแจคืนแล้วครับ”
ผมไม่มีแรงแม้แต่จะเถียง ผมลุกขึ้นยืนอย่างเลื่อนลอย เดินโซเซออกจากคฤหาสน์ที่ว่างเปล่าในชุดสูทราคาแพงที่เริ่มยับยู่ยี่ ผมเดินออกไปตามท้องถนนที่มืดมิดและหนาวเหน็บ ไม่มีรถ ไม่มีบ้าน ไม่มีเงิน ไม่มีภรรยา และไม่มีโอกาสได้ยินเสียงเรียกลูกสาวของตัวเอง
ผมสูญเสียคนที่รักผมที่สุดในชีวิตไปอย่างไม่มีวันกลับ เพียงเพื่อแลกกับความสุขจอมปลอมเพียงไม่กี่ชั่วโมง ผมนั่งทรุดตัวลงริมฟุตบาท ร้องไห้อย่างบ้าคลั่ง ทึ้งผมตัวเองท่ามกลางความมืดมิด เสียงสะท้อนของการร้องไห้ของผมตอกย้ำให้รู้ว่า… ผมได้บดขยี้โลกทั้งใบของตัวเองลงด้วยความมักมาก และนับจากคืนนี้เป็นต้นไป ตลอดชีวิตที่เหลือของผม จะต้องทนทุกข์ทรมานอยู่กับความสูญเปล่าและความสำนึกผิดที่ไม่มีใครต้องการฟัง