เที่ยวบินสู่นรก: เมื่อผมควงเมียน้อยขึ้นเฟิร์สคลาสไปปารีส แต่ต้องช็อกตาตั้งเมื่อแอร์โฮสเตสที่เสิร์ฟแชมเปญ

 คือภรรยาที่มาพร้อมกับแผนบดขยี้ชีวิตผมให้พินาศ!

ภาพลวงตาแห่งอำนาจและความเย่อหยิ่ง

ผมชื่อ “ภคิน” ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ผมเชื่อมั่นมาเสมอว่าตัวเองคือหมากรุกตัวคิงที่สามารถควบคุมทุกตารางนิ้วบนกระดานชีวิตได้ ผมเป็นผู้บริหารระดับสูงในบริษัทนำเข้าส่งออกยักษ์ใหญ่ มีเงินทอง มีอำนาจ และมีภรรยาที่แสนดีอย่าง “ณิชา” คอยดูแลปรนนิบัติอยู่เบื้องหลังอย่างไม่มีข้อบกพร่อง

ณิชาเคยเป็นถึงหัวหน้าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน (Purser) ของสายการบินแห่งชาติ เธอเป็นผู้หญิงที่สวย สง่างาม และมีอนาคตที่ไกลมาก แต่หลังจากที่เราแต่งงานกันเมื่อห้าปีที่แล้ว ด้วยความเห็นแก่ตัวและอีโก้ของผู้ชาย ผมบังคับให้เธอลาออกมาเป็นแม่บ้าน ผมบอกเธอว่าผู้ชายอย่างผมสามารถเลี้ยงดูเธอได้สบายๆ ไม่จำเป็นต้องให้ภรรยาไปเดินเสิร์ฟน้ำใคร ผมกักขังเธอไว้ในกรงทองแห่งความสะดวกสบาย และคิดอย่างจองหองมาตลอดว่า เธอเป็นแค่ของตายที่ไม่มีวันโบยบินไปไหนได้หากปราศจากเงินและอำนาจของผม

คำโกหกที่แสนสมบูรณ์แบบ

ความเบื่อหน่ายในชีวิตคู่ที่ราบเรียบ ทำให้ผมเริ่มมองหาความตื่นเต้นนอกบ้าน จนกระทั่งผมได้พบกับ “มิลิน” เลขาสาววัยยี่สิบต้นๆ ที่เพิ่งเข้ามาทำงาน มิลินเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่ทะเยอทะยาน ขี้อ้อน และรู้ใจผู้ชาย เธอทำให้ผมรู้สึกกลับมาเป็นหนุ่มอีกครั้ง ผมเริ่มเปย์กระเป๋าแบรนด์เนม พาไปกินอาหารหรู และแอบยักยอกเงินทุนของบริษัทบางส่วนมาเพื่อปรนเปรอความสุขจอมปลอมนี้

จนกระทั่งสัปดาห์ก่อน ผมวางแผนอย่างแยบยลเพื่อพามิลินไปฉลองวันเกิดที่ฝรั่งเศส ผมเดินเข้าไปหาณิชาที่กำลังจัดดอกไม้อยู่ในห้องนั่งเล่น และโกหกหน้าตายว่าผมต้องบินไป “ประชุมธุรกิจระดับชาติ” ด่วนที่ปารีสเป็นเวลาสองสัปดาห์

ณิชารับฟังอย่างว่าง่าย เธอไม่แม้แต่จะซักไซ้ไล่เลียง เธอเดินขึ้นไปจัดกระเป๋าเดินทางให้ผมอย่างทะนุถนอม รีดเสื้อสูททุกตัวอย่างประณีต และยังพับผ้าเช็ดหน้าผืนโปรดใส่กระเป๋าเสื้อให้ผมด้วย เช้าวันเดินทาง ผมจูบหน้าผากเธอเพื่อบอกลา แสร้งทำเป็นสามีผู้รักครอบครัว ก่อนจะรีบขับรถตรงไปรับมิลินที่คอนโด เพื่อไปเสวยสุขด้วยกัน

กับดักบนชั้นเฟิร์สคลาส

ณ สนามบินสุวรรณภูมิ ผมควงแขนมิลินเดินเข้าเลานจ์วีไอพีอย่างสง่าผ่าเผย มั่นใจเต็มร้อยล้านเปอร์เซ็นต์ว่าณิชา ภรรยาหัวอ่อนของผม คงกำลังนั่งทำความสะอาดบ้านและรดน้ำต้นไม้อยู่ห่างออกไปหลายสิบกิโลเมตร

เมื่อถึงเวลาบอร์ดดิ้ง เราสองคนเดินขึ้นเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาส มิลินตื่นเต้นกับความหรูหรา เธอเอนตัวซบลงที่หัวไหล่ของผม หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายเซลฟี่อวดลงโซเชียลมีเดีย พร้อมกับออดอ้อนด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อย

“พี่ภคินใจดีที่สุดในโลกเลยค่ะ ทริปนี้เราจะช้อปปิ้งกันให้แบรนด์เนมหมดปารีสไปเลยนะคะ ปล่อยให้เมียแก่ๆ จืดชืดของพี่นอนเฝ้าบ้านรดน้ำต้นไม้ไปเถอะค่ะ”

ผมหัวเราะร่วน ลูบผมเธออย่างเอ็นดู และตอบกลับไปว่า “แน่นอนสิครับ สำหรับมิลิน พี่จัดให้ได้ทุกอย่างอยู่แล้ว” ผมหลงระเริงไปกับชัยชนะและความสุขจอมปลอม โดยไม่รู้เลยว่าหายนะกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้เพียงแค่เอื้อม

การเผชิญหน้าที่เย็นยะเยือก

ในขณะที่เราสองคนกำลังพูดคุยกันอย่างออกรส เสียงรองเท้าส้นสูงก็เดินกระทบพรมอย่างเป็นจังหวะ และมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าเบาะนั่งของเรา

“รับแชมเปญเพื่อเฉลิมฉลอง ‘การประชุมธุรกิจ’ ที่คุณจัดเตรียมไว้ไหมคะ ท่านผู้โดยสาร?”

น้ำเสียงนั้นราบเรียบ นุ่มนวล แต่กลับเย็นเยียบจนสั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ ผมเงยหน้าขึ้นมองด้วยความหงุดหงิดที่ถูกพนักงานขัดจังหวะ แต่เมื่อสายตาของผมปะทะกับใบหน้าของแอร์โฮสเตสคนนั้น เลือดในกายของผมก็เย็นเฉียบราวกับถูกแช่แข็งในไนโตรเจนเหลว ร่างกายของผมชาหนึบจนขยับไม่ได้แม้แต่ปลายนิ้ว

ผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าผม สวมชุดยูนิฟอร์มแอร์โฮสเตสระดับหัวหน้าลูกเรือที่ถูกตัดเย็บอย่างสมบูรณ์แบบ ทรงผมเกล้ามวยเรียบร้อย ริมฝีปากเคลือบด้วยลิปสติกสีแดงสด และมีรอยยิ้มที่เคลือบไปด้วยยาพิษ… เธอคือ “ณิชา” ภรรยาของผมเอง!

“ณ-ณิชา… คุณ… คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง! แต่งตัวแบบนี้หมายความว่าไง!” ผมละล่ำละลัก เสียงสั่นจนแทบไม่เป็นคำ เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มหน้าผาก

มิลินที่นั่งอยู่ข้างๆ ขมวดคิ้วด้วยความงุนงง เธอมองหน้าผมสลับกับแอร์โฮสเตสสาวสวยตรงหน้า “พี่ภคินคะ แอร์คนนี้ใครคะ ทำไมเรียกชื่อกันสนิทสนมจัง”

ณิชายังคงรักษากิริยามารยาทอันไร้ที่ติของพนักงานต้อนรับระดับมืออาชีพ เธอไม่ได้กรีดร้องตบตีเหมือนในละครหลังข่าว แต่เธอค่อยๆ รินแชมเปญราคาแพงลงในแก้วคริสตัลอย่างใจเย็น ก่อนจะโน้มตัวลงมากระซิบที่ข้างหูของผม ด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ผมเหมือนถูกถีบตกลงสู่นรกทั้งเป็น

“เซอร์ไพรส์ไหมคะภคิน? ฉันใช้คอนเนคชันเก่าๆ กับผู้บริหารสายการบิน ขอสลับตารางบินกลับมาทำงานไฟลต์พิเศษนี้ชั่วคราว เพื่อมาส่งคุณลงนรกโดยเฉพาะ…”

ณิชายืดตัวขึ้น และมองผมด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ไร้ซึ่งความรักความผูกพันใดๆ อีกต่อไป

“คุณคิดจริงๆ เหรอคะ ว่าฉันโง่จนไม่รู้เรื่องที่คุณแอบแชทคุยกับเด็กคนนี้? คุณคิดว่าฉันตาบอดจนไม่เห็นตัวเลขบัญชีบริษัทที่คุณแอบยักยอกเงินไปซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมให้มันเหรอ?”

การพังทลายของหมากรุกตัวคิง

ผมเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด พยายามจะเอื้อมมือไปคว้าแขนเธอเพื่อขอร้อง “ณิชา! ฟังผมก่อน มันไม่ใช่อย่างที่คุณคิดนะ!”

ณิชาเบี่ยงตัวหลบอย่างสง่างามและเยือกเย็น “อย่าเอามือสกปรกของคนทรยศมาแตะต้องตัวฉันค่ะ… เมื่อเช้านี้ หลังจากที่คุณก้าวออกจากบ้านด้วยรอยยิ้มจอมปลอม ฉันได้ส่งไฟล์หลักฐานการทุจริตยักยอกทรัพย์ทั้งหมดของคุณ ไปให้ประธานกรรมการบริหารและผู้ถือหุ้นทุกคนของบริษัทเรียบร้อยแล้ว”

คำพูดของเธอเปรียบเสมือนค้อนปอนด์ที่ทุบหัวผมจนแตกละเอียด

“และตอนนี้… บัญชีธนาคารทุกบัญชีที่เป็นชื่อของคุณ รวมถึงบัตรเครดิตทุกใบที่คุณถืออยู่ ก็ถูกอายัดโดยคำสั่งศาลเรียบร้อยแล้วเช่นกัน อ้อ… ใบสำคัญการหย่าพร้อมลายเซ็นของฉัน ฝากไว้ที่ล็อบบี้โรงแรมหรูในปารีสที่คุณจองไว้นะคะ หวังว่าคุณจะรีบเซ็นมันโดยดี ก่อนที่ฉันจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากเมียน้อยของคุณจนหมดตัว”

มิลินได้ยินดังนั้นก็หน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ เธอผุดลุกขึ้นนั่งและกรีดร้องเสียงหลงลั่นเคบินชั้นเฟิร์สคลาส

“อะไรนะ! พี่ภคิน! นี่มันเรื่องอะไรกันคะ บัญชีถูกอายัดเหรอ! แล้วตกงานด้วย? แล้วทริปช้อปปิ้งของฉันล่ะ พี่จะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายค่าโรงแรมห้าดาว! ฉันไม่ยอมมากัดก้อนเกลือกินที่ฝรั่งเศสหรอกนะ!”

“หุบปากไปเลยนังมิลิน! นั่งลงเดี๋ยวนี้!” ผมตวาดใส่เมียน้อยด้วยความสติแตก โลกทั้งใบที่ผมพยายามสร้างขึ้นเพื่อสนองตัณหาของตัวเอง พังทลายลงย่อยยับในเสี้ยววินาที

เที่ยวบินที่ยาวนานที่สุดในชีวิต

ณิชามองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยรอยยิ้มของผู้ชนะ เธอจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ก่อนจะกล่าวทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ผมจะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต

“ขอให้มีความสุขกับการฮันนีมูนบนไฟลต์บิน 12 ชั่วโมงนี้นะคะภคิน… เพราะทันทีที่ล้อเครื่องบินแตะพื้นรันเวย์ที่ปารีส คุณจะกลายเป็นแค่ผู้ชายล้มละลาย ตกงาน มีคดีอาญาข้อหาฉ้อโกงติดตัว และไม่มีแม้แต่เศษเงินจะซื้อตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัดกลับประเทศด้วยซ้ำ”

เธอหมุนตัวเดินกลับไปยังห้องเตรียมอาหารอย่างสง่างาม ทิ้งผมไว้กับความอับอาย สายตาเหยียดหยามจากผู้โดยสารมหาเศรษฐีคนอื่นๆ และเสียงโวยวายทุบตีของมิลิน ที่เพิ่งตระหนักว่าตัวเองจับผู้ชายผิดคนและกำลังจะตกระกำลำบากไปด้วย

ผมต้องนั่งทนทุกข์ทรมานอยู่บนเบาะที่นุ่มที่สุดในโลก แต่กลับรู้สึกเหมือนกำลังถูกมัดติดอยู่บนเก้าอี้ประหารไปตลอด 12 ชั่วโมงเต็ม ผมมองออกไปนอกหน้าต่างเครื่องบิน ท่ามกลางความมืดมิดของท้องฟ้าเหนือมหาสมุทร ผมเพิ่งตระหนักได้ในวินาทีนั้นเองว่า…

การทรยศต่อผู้หญิงที่ซื่อสัตย์ ภักดี และยอมสละความฝันเพื่อมาดูแลเรา คือความโง่เขลาและเลวทรามที่สุดในชีวิตของลูกผู้ชาย

ผมอวดดีและโยน ‘เพชรแท้’ อย่างเธอทิ้งไป เพียงเพื่อคว้า ‘เศษแก้ว’ ริมทางมาประดับบารมี… และในวันนี้ เศษแก้วเหล่านั้นก็ได้ย้อนกลับมาทิ่มแทง บาดมือ และเชือดเฉือนชีวิตของผมให้พินาศย่อยยับอย่างไม่มีชิ้นดี… ไปตลอดกาล!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *